ความสำคัญของการจำแนกตัวบท

เนื้อหาส่วนนี้เป็นการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและความสำคัญของการจำแนกประเภทบทอ่าน ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างไร มีความจำเป็น ตลอดจนความท้าทายใดที่ปรากฏ วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมเป็นไปเพื่อแสดงให้เห็นข้อเสนอ ข้อถกเถียงของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในประเด็นของการอ่าน ความสำคัญของการจำแนกบทอ่านตามประเภทตัวบท รวมถึงช่องว่างในการศึกษาที่งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการขยายพรมแดนความรู้เพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบทอ่าน การจัดทำคลังข้อมูลและการจำแนกบทอ่านต่อไป

ภาพรวมของการทบทวนวรรณกรรมพบว่า งานวิจัยล้วนชี้ให้เห็นความสำคัญของการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เนื่องจากเป็นการอ่านที่กระตุ้นให้เกิดการคิดตามและคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ตามความเห็นและตรรกะเหตุผลของผู้อ่าน ทั้งนี้งานวิจัยยังเสนอว่า กิจกรรมที่ส่งเสริมการอ่านจึงควรมีการออกแบบอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่การเลือกประเภทบทอ่าน เพื่อทำให้ผู้อ่านสามารถคิดตามและทำความเข้าใจบทอ่านแต่ละประเภทได้อย่างเฉพาะเจาะจงด้วย เนื่องจากบทอ่านแต่ละประเภทต้องการทักษะการอ่าน ระดับของความรู้และคลังภาษา การคิดพิจารณาตามเนื้อหาที่แตกต่างกันไป กล่าวโดยย่อคือ งานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การออกแบบกิจกรรมการอ่านให้สอดคล้องกับประเภทของบทอ่านเป็นประเด็นสำคัญที่ครูและนักการศึกษาให้ความสนใจและพยายามพัฒนาเทคนิคและออกแบบกิจกรรมในห้องเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านให้กับนักเรียนนักศึกษา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏงานวิจัยที่มีการจัดทำคลังข้อมูล รวมถึงการจำแนกประเภทบทอ่านและคำแนะนำในการอ่านที่เป็นลักษณะภาพรวมมากนัก งานวิจัยที่ผ่านมาทั้งในแวดวงวิชาการการศึกษาของไทยและต่างประเทศมักเน้นไปที่การศึกษาบทอ่านแต่ละประเภทเป็นการเฉพาะเจาะจง งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการเติมเต็มช่องว่างในการศึกษาโดยจัดทำคลังข้อมูลตัวบทที่แยกตามประเภทและเนื้อหา ระดับความยากง่าย ฯลฯ เพื่อเป็นฐานให้กับการวิเคราะห์และคัดเลือกบทอ่านสำหรับผู้เรียนในระบบการศึกษาไทยต่อไป

read6

ปัจจุบันเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์หลากหลายประเภทเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะ การฟัง พูด อ่าน เขียน แต่คำถามว่า จะอ่านอะไรและอ่านอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็ยังเป็นคำถามที่นักการศึกษา (educator) ยังคงสนใจที่จะหาคำตอบ เนื่องจากทักษะการอ่านเป็นวิธีการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน เชื่อมโยงกับทักษะการเรียนรู้อื่น และยังส่งผลให้เกิดพัฒนาการการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นอย่างมาก จึงไม่ใช่การกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด หากจะชี้ให้เห็นว่า การอ่านเป็นทักษะจำเป็นที่ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าผู้เรียนจะกระทำผ่านช่องทางหรืออุปกรณ์ใดก็ตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าว การอ่านโดยเฉพาะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงนับเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการแสวงหาความรู้และพัฒนาตนเองของทั้งนักเรียนในระบบและนอกระบบ และเป็นประเด็นสำคัญที่ครูอาจารย์และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษาต้องตระหนักและให้ความสนใจ (วนิดา พรมเขต, 2559)

การทบทวนวรรณกรรมในส่วนนี้พบว่า มีหลายประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา จึงจะไล่เรียงแต่ละประเด็นไปตามลำดับ กล่าวคือ ความเข้าใจในการอ่านที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน การพัฒนาประสบการณ์และความสามารถในการอ่านของผู้เรียนทั้งในรูปแบบกิจกรรมการเรียนและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และการจำแนกบทอ่านเพื่อออกแบบการเรียนหรือกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการอ่านของผู้เรียน โดยประเด็นทั้งสามจะถูกนำเสนอตามลำดับ

ประการแรก ความเข้าใจในการอ่าน (reading comprehension) มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนการสอนในสาขาวิชาภาษาศาสตร์ประยุกต์ (applied linguistics teaching) เนื่องจากทำให้ผู้เรียนไม่เพียง “อ่านได้” แต่ยัง “อ่านเป็น” กล่าวคือ ทำความเข้าใจเนื้อหาหรือประโยคที่ซับซ้อนได้ และนำไปสู่การตีความที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงรับรู้ระดับผิวเผินของสารที่อ่านเท่านั้น ทั้งยังควรต้องพิจารณาความถูกต้องของข้อความและสามารถใช้ความคิดวิเคราะห์ไปตามเนื้อหาได้ (สรณบดินทร์ ประสารทรัพย์, 2567) ซึ่งการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับการศึกษาของนักเรียนไทยล้วนแสดงให้เห็นความสำคัญของการอ่านและผลด้านบวกที่ส่งผลต่อนักเรียนหากมีความสามารถและความเข้าใจในการอ่านอยู่ในระดับดี เช่น งานของอรพัทธ ศิริแสง (2558) ที่ศึกษาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความด้วยวิธีสอนอ่านแบบ MIA (Murdoch Integrated Approach) และแนะนำว่าควรจะใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านจับใจความของผู้เรียน เนื่องจากความสามารถดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังทดลองใช้วิธีการดังกล่าว หรืองานของ พัชรินทร์ บุตรสันเทียะ (2562) ที่ศึกษาการพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยใช้วิธีคิดแบบ Task Based Learning และมีการจัดแผนการเรียนรู้และแบบทดสอบความสามารถ พบว่า ความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีงานของเสาวนีย์ ธนะสาร (2553) ที่ศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความและความสนใจในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่มีปัญหาในการเรียนรู้ด้านการอ่าน และพบว่า เมื่อใช้แนวการสอนแบบบูรณาการของเมอร์ด็อคจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มนี้มีความสามารถในการอ่านจับใจความอยู่ในระดับดี ทำให้นักเรียนเรียนได้เข้าใจและประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นมาก

ยังมีงานของสุภลักษณ์ พลเรือง (2561) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ของความสามารถในการอ่านจับใจความ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เจตคติต่อการเรียนภาษาไทยที่มีต่อความสามารถในการเขียนย่อความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และพบว่า หากนักเรียนอ่านจับใจความได้ดี ก็จะสามารถเขียนย่อความได้ดีด้วย เนื่องจากทักษะการอ่านและทักษะการเขียนมีความเกี่ยวเนื่องกันเพราะต้องใช้กระบวนการทางความคิดที่สัมพันธ์กับความรู้ทางภาษา งานชิ้นนี้จึงเป็นงานที่แสดงให้เห็นความสำคัญของการอ่านที่ไม่เพียงส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน แต่ยังเชื่อมโยงถึงการเขียนซึ่งเป็นกระบวนการส่งสารที่สืบเนื่องจากกระบวนการรับสารอีกด้วย งานทั้งหมดกล่าวไปข้างต้นจึงเป็นงานที่แสดงให้เห็นความสำคัญของการอ่านที่ส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงประสิทธิภาพในการเรียนและเชื่อมโยงกับทักษะการเรียนรู้อื่น

เมื่อการอ่านเป็นกุญแจสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียน การเข้าใจบทอ่านจึงมีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้อ่านต้องเข้าใจสารในบทอ่านให้ถูกต้องหลังจากได้รับสาร หากตีความสารในบทอ่านผิด ก็จะเข้าใจสารหรือเนื้อหาในบทอ่านนั้น ๆ ผิดพลาดไปด้วย ทั้งนี้ระดับของการที่ผู้อ่านจะเข้าใจความหมายของบทอ่านได้มากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความยากง่ายของบทอ่านเท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ความชำนาญ ไหวพริบปฏิภาณของผู้อ่าน ประสบการณ์ คลังคำศัพท์ ตลอดจนการเข้าใจประเภทของบทอ่านที่ตนเองกำลังอ่าน

ประเด็นที่สอง คือ การพัฒนาประสบการณ์และความสามารถในการอ่านของผู้เรียนทั้งในรูปแบบกิจกรรมการเรียนและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องพบว่า งานวิจัยจำนวนหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาประสบการณ์การอ่าน นำเอาเครื่องมือและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยในการส่งเสริมการอ่านด้วย เช่น งานวิจัยของสุชนินธ์ บัณฑุนันทกุล และคณะ (2558) ที่เสนอว่า แนวประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolded reading experience) หรือชุดกิจกรรมที่ประกอบด้วย กิจกรรมก่อนอ่าน (Pre-reading) กิจกรรมระหว่างอ่าน (During-reading) และกิจกรรมหลังอ่าน (Post-reading) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนอ่านบทอ่านได้ประสบความสำเร็จ เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถเรียนรู้และเพลิดเพลินไปกับการอ่านได้ นับเป็นวิธีการที่เหมาะสมต่อพัฒนาการในการศึกษาและกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม มีทักษะการอ่านที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังช่วยขยายความรู้ด้านคำศัพท์และความรู้พื้นฐานได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งสำคัญในกระบวนการแต่ละขั้นตอนคือ จะต้องมีการวางแผนระหว่างครูและนักเรียนในการคัดเลือกบทอ่าน วัตถุประสงค์การอ่าน และกิจกรรมการอ่านให้เฉพาะเจาะจงและเหมาะสมกับการอ่านแต่ละหัวข้อหรือประเภท จะเห็นได้ว่า งานวิจัยของสุขนินธ์และคณะทำให้เห็นความสำคัญของการวางแผนการอ่านและเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับการอ่านแต่ละประเภท อันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ผ่านทางการอ่านของผู้เรียน

ในส่วนของประเด็นสุดท้าย คือ การจำแนกบทอ่านเพื่อออกแบบการเรียนหรือกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการอ่านของผู้เรียน ยังมีงานอีกกลุ่มที่แสดงให้เห็นอย่างเฉพาะเจาะจงถึงความสำคัญของประเภทบทอ่านและความจำเป็นที่จะต้องจำแนกประเภทเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าใจและเรียนรู้การอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเภทของบทอ่านเป็นองค์ประกอบที่สำคัญองค์ประกอบหนึ่งของการทำความเข้าใจสาร เนื่องจากบทอ่านแต่ละประเภทถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์ ภาษา โครงเรื่อง และลำดับการอธิบายที่แตกต่างกัน ทั้งยังมุ่งหวังที่จะส่งสารไปยังผู้อ่านที่แตกต่างหลากหลายกลุ่มอีกด้วย ดังนั้นการจำแนกประเภทและการทำความเข้าใจบทอ่านจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการศึกษา (Snow, 2002)

มีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งระดับสากลและภายในประเทศไทยเกี่ยวกับการจำแนกประเภทบทอ่านที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนและนักการศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและความเข้าใจในการอ่านได้ดียิ่งขึ้น เช่น งานของบรรจง พลไชย (2556) ที่นำเสนอความหมาย จุดมุ่งหมาย ประโยชน์ของการอ่าน รวมถึงความสำคัญของการอ่านแต่ละประเภท ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร หนังสือและตำรา โดยบรรจงแสดงให้เห็นว่า สิ่งพิมพ์แต่ละประเภทมีจุดประสงค์การนำเสนอต่างกัน ผู้อ่านจึงต้องพิจารณาประเภทของสิ่งพิมพ์เพื่อให้เข้าใจและตระหนักว่า สิ่งพิมพ์นั้นต้องการส่งสารใด เช่น หนังสือพิมพ์เป็นสิ่งพิมพ์ที่มุ่งนำเสนอข่าว ซึ่งข่าวก็แบ่งออกเป็นส่วนที่นำเสนอข้อเท็จจริงและส่วนที่เป็นสาระความรู้และการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น หรือสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือและตำรา เป็นสิ่งพิมพ์ที่เรียบเรียงตามหลักวิชาการ มีการอธิบายสาระสำคัญอย่างชัดเจนและเป็นระบบเหตุผล ดังนั้นผู้อ่านจึงต้องมีสติและสมาธิในการอ่านค่อนข้างมาก ต้องคิดพิจารณาตามเนื้อหาไปด้วยเพื่อให้เกิดความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้จำกัดการนำเสนออยู่ที่บทอ่านที่ได้รับการตีพิมพ์เท่านั้น ไม่ได้จำแนกโดยดูจากเนื้อหา งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการเติมเต็มความรู้ในประเด็นนี้และจำแนกประเภทของบทอ่านให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้จะกล่าวต่อไปข้างหน้า

เมื่อพิจารณางานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนาทักษะการอ่านในวงวิชาการนานาชาติพบว่า การส่งเสริมทักษะการอ่านให้กับผู้เรียนโดยมีจุดเน้นที่การจำแนกประเภทบทอ่านอย่างเฉพาะเจาะจงได้รับความสนใจค่อนข้างมาก นักวิชาการและนักการศึกษาต่างพยายามที่จะออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้และกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการอ่านของนักเรียนที่แยกตามประเภทของบทอ่าน หรือแนะนำให้ครูเลือกบทอ่านที่หลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน (Lapp et al., 2013; Strachan, 2014/2015) ตัวอย่างเช่น งานของ George E. Newell และคณะ (2011) ที่ชี้ว่า การอ่านบทความเชิงโต้แย้ง (argumentative reading) เป็นความท้าทายของผู้เรียนและเป็นความท้าทายของผู้สอนด้วยเช่นกันว่าจะดำเนินกิจกรรมอย่างไร เนื่องจากการอ่านประเภทนี้ต้องใช้ความคิดและการฝึกฝนมากกว่าการอ่านประเภทอื่น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์หลังอ่านบทความเสร็จสิ้น ว่าควรจะเป็นไปอย่างไร มีมาตรฐานหรือการปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้การแสดงความเห็นของผู้เรียนเป็นไปด้วยเหตุผล น่าเชื่อถือ มากกว่าจะเป็นการโต้เถียงกันด้วยอารมณ์ ทางคณะผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะตัวอย่างกิจกรรม เช่น การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน หรือแม้แต่การใช้สื่อหรือพื้นที่ออนไลน์เข้ามาช่วยดำเนินกิจกรรมซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกับผู้เรียนยุคใหม่ ทั้งยังลดแรงปะทะทางความคิดเห็นได้มากกว่าการทำกิจกรรมในห้องเรียน เป็นต้น ซึ่งงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า บทความแต่ละประเภทโดยเฉพาะบทความเชิงโต้แย้ง มีลักษณะเฉพาะตัวที่ส่งผลต่อการออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้เรียน

เช่นเดียวกับบทความของ Rachel Malchow Lloyd และ Scott Wertsch (2016) ที่แสดงให้เห็นความสำคัญของการออกแบบกิจกรรมการอ่านให้กับนักเรียนในการอ่านสิ่งพิมพ์ประเภทสารคดี (non-fiction text) ที่ต้องเน้นในเรื่องของการวิพากษ์และการคิดขณะที่อ่าน ซึ่งในการที่จะส่งเสริมทักษะการอ่านสิ่งพิมพ์ประเภทนี้ จำเป็นต้องออกแบบอย่างถี่ถ้วนตั้งแต่ การเลือกหัวข้อ โครงเรื่องที่น่าสนใจ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ผลลัพธ์ของงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อบุคคลในเนื้อเรื่องเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังสามารถวิพากษ์และแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่ได้รับมอบหมายให้อ่านได้อย่างเหมาะสม นับว่าการฝึกฝนการอ่านสิ่งพิมพ์ประเภทสารคดีที่ต้องปฏิบัติพร้อมกับคำแนะนำที่ออกแบบมาเป็นการเฉพาะให้เหมาะสมกับประเภทสิ่งพิมพ์ เป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียนอย่างมาก

งานชิ้นสุดท้ายที่หยิบยกขึ้นมาคือ งานของ Diane Lapp และคณะ (2013) ที่ศึกษาความท้าทายการอ่านบทอ่านประเภทวิทยาศาสตร์ของนักเรียนและพัฒนาหลักการอ่านเพื่อเพิ่มพัฒนาการเรียนรู้ในหัวข้อดังกล่าว เนื่องจากบทอ่านที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มักมีคำศัพท์และเนื้อหาเฉพาะเจาะจงเป็นอย่างมาก ทั้งยังต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในระดับหนึ่ง ความท้าทายนี้ทำให้นักเรียนบางส่วนอ่านเนื้อหาไม่เข้าใจ นำไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่ถึงระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น ข้อเสนอแนะของงานวิจัยชิ้นนี้ที่มีต่อครูอาจารย์คือ จำเป็นจะต้องเลือกเนื้อหาที่กระชับ กำหนดเป้าหมายของการอ่าน พูดคุยไปพร้อมกับนักเรียน เป็นต้น เพื่อช่วยการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนของการอ่านและไม่ทำให้นักเรียนที่อาจอ่านเนื้อหาไม่เข้าใจเลิกล้มความตั้งใจในการอ่าน

งานวิจัยที่กล่าวไปข้างต้นแสดงให้เห็นความสำคัญของการแบ่งบทอ่านแต่ละประเภทและการออกแบบกิจกรรมการอ่านให้สอดคล้องเพื่อเกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดต่อผู้เรียน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า การแบ่งประเภทบทอ่านและจัดทำหลักสูตรหรือกิจกรรมให้สอดคล้องกับบทอ่านแต่ละประเภทได้รับความสนใจในแวดวงนักการศึกษาระดับสากล แต่ยังมีความสนใจประเด็นนี้ค่อนข้างจำกัดในแวดวงการศึกษาของประเทศไทย นับเป็นช่องว่างสำคัญและจำเป็นที่จะต้องได้รับการพิจารณาเพิ่มเติม อันเป็นที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้ที่ต้องการแบ่งประเภทบทอ่านภาษาไทยและจัดทำคลังบทอ่านแต่ละประเภท งานวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมในห้องเรียนสำหรับการอ่านบทอ่านแต่ละประเภทที่ยกตัวอย่างไปแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันการอ่านบทอ่านที่เฉพาะเจาะจงหรือแยกตามประเภทได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักวิชาการและนักการศึกษา โดยมีประเด็นสำคัญว่า บทอ่านแต่ละประเภทควรมีการดำเนินกิจกรรมอย่างไรจึงจะสอดคล้องและก่อให้เกิดพัฒนาการในการอ่านของนักเรียนมากที่สุด จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนแรกหลังจากที่กำหนดได้แล้วว่าจะอ่านบทอ่านประเภทใด มักเริ่มจากการเลือกบทอ่านที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการเรียน เนื่องจากบทอ่านแต่ละประเภทก็มีลักษณะเฉพาะและต้องการการอ่านหรือการทำความเข้าใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นเนื้อหาในส่วนถัดไปจึงเป็นการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเภทบทอ่านเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมและข้อสังเกตเบื้องต้นในการพิจารณาบทอ่าน