แบบทดสอบ O-NET (Ordinary National Educational Test) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์และวิจารณ์อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน
ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 จนถึง 2566 แบบทดสอบ O-NET ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทย ปรับลดจำนวนข้อสอบปรนัยเหลือเพียง 30 ข้อ และเพิ่มข้อสอบอัตนัย 1 ข้อ มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ประกอบด้วยข้อสอบ 3 ตอน ได้แก่ ก) ตอนที่ 1 ข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก เลือกคำตอบเพียง 1 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ ข้อละ 2.36 คะแนน คิดเป็น 59 คะแนน ข) ตอนที่ 2 ข้อสอบปรนัย 5 ตัวเลือก เลือกคำตอบจำนวน 2 ตัวเลือก จำนวน 4 ข้อ ข้อละ 2.75 คะแนน คิดเป็น 11 คะแนน และ ค) ตอนที่ 3 ข้อสอบอัตนัย 1 ข้อ 30 คะแนน
วิเคราะห์ข้อสอบ
การวิเคราะห์ข้อสอบ O-NET ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทยฉบับนี้จะศึกษาเฉพาะข้อสอบประเภทปรนัย 4 ตัวเลือกเท่านั้น เนื่องจากข้อสอบประเภทปรนัย 5 ตัวเลือกเป็นแบบทดสอบวัดความรู้ด้านการใช้หลักภาษา (ไวยากรณ์ไทย) และไม่มีข้อสอบข้อใดเกี่ยวข้องกับการวัดความสามารถด้านการอ่าน คณะผู้วิจัยจึงได้เลือกศึกษาเฉพาะข้อสอบที่เกี่ยวข้องกับการวัดทักษะการอ่านตามที่ได้ระบุในตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าข้อสอบปรนัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดทักษะการอ่านตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566 มีจำนวนไม่เท่ากัน จากข้อสอบปรนัยทั้งหมด 25 ข้อ ในปีการศึกษา 2564 มีจำนวน 16 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 64 ปีการศึกษา 2565 มีจำนวน 14 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 56 และในปีการศึกษา 2566 มีจำนวน 15 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 60 จะเห็นว่าข้อสอบปรนัยที่วัดทักษะการอ่านในแต่ละปีมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของจำนวนข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก และสามารถจำแนกตามทักษะการอ่านที่วัดได้เป็น 8 ประเภท ได้แก่ การแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น การตีความ (ความหมายโดยตรง-โดยนัย) การอ่านจับรายละเอียด การอ่านจับใจความ การอ่านจับประเด็น การเข้าใจความสมเหตุสมผลของสาร (ข้ออ้าง-ข้อสรุป) การประเมินค่า/ความน่าเชื่อถือของสาร และการอนุมาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถด้านการอ่านในงานวิจัยนี้ สามารถเทียบเคียงได้ดังตารางนี้
| ระดับความสามารถ ด้านการอ่าน O-NETระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 | ระดับความสามารถด้านการอ่านในงานวิจัย |
| การประเมินค่า/ความน่าเชื่อถือของสาร | การอ่านอย่างมีวิจารณญาณระดับกลาง |
| การแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น | |
| การตีความ | การอ่านตีความระดับต้น และระดับกลาง |
| การอนุมาน | การอ่านจับใจความสูง |
| การเข้าใจความสมเหตุสมผลของสาร | การอ่านจับใจความระดับต้น และระดับกลาง |
| การอ่านจับใจความ | |
| การอ่านจับประเด็น | |
| การอ่านจับรายละเอียด | การอ่านจับรายละเอียดกลาง |
| ปีการศึกษา | ทักษะที่วัด | ข้อ | จำนวนข้อ | หมายเหตุ |
| 2564 | 1. การแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น | 1 | 1 | |
| 2. การตีความ (ความหมายโดยตรง-โดยนัย) | 2 | 1 | ร้อยแก้ว | |
| 3. การอ่านจับรายละเอียด | 8 | 1 | ||
| 4. การอ่านจับใจความ (ร้อยแก้ว) | 14 | 1 | ||
| การอ่านจับใจความ (ร้อยกรอง) | 23 | 1 | ||
| 5. การอ่านจับประเด็น | 3 | 1 | ||
| 6. การวิเคราะห์สารอย่างสมเหตุสมผล | 7 / 15 / 16 / 20 / 25 | 5 | ||
| 7. การประเมินความค่า/ความน่าเชื่อถือของสาร | 6 / 9 / 17 / 18 | 4 | ||
| 8. การอนุมาน | 4 | 1 | ||
| 2565 | 1. การแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น | 1 / 14 | 2 | |
| 2. การตีความ (ความหมายโดยตรง-โดยนัย) | 2 / 15* | 2 | ||
| 3. การอ่านจับรายละเอียด | 7 / 25 | 2 | ||
| 4. การอ่านจับใจความ (ร้อยแก้ว) | 9 | 1 | ||
| การอ่านจับใจความ (ร้อยกรอง) | 23 | 1 | ||
| 5. การอ่านจับประเด็น (ร้อยแก้ว) | 4 / 17 | 2 | ||
| การอ่านจับประเด็น (ร้อยกรอง) | 18 | 1 | ||
| 6. การวิเคราะห์สารอย่างสมเหตุสมผล | 6 | 1 | ||
| 7. การประเมินค่า/ความน่าเชื่อถือของสาร | 24 | 1 | ||
| 8. อนุมาน | 16 | 1 | ||
| 2566 | 1. การแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น | 1 | 1 | |
| 2. การตีความ (ความหมายโดยตรง-โดยนัย) | 2 | 1 | ||
| 3. การอ่านจับรายละเอียด | 8 / 25 | 2 | ||
| 4. การอ่านจับใจความ (ร้อยแก้ว) | 9 | 1 | ||
| การอ่านจับใจความ (ร้อยกรอง) | 23 | 1 | ||
| 5. การอ่านจับประเด็น (ร้อยแก้ว) | 4 / 16 | 2 | ||
| การอ่านจับประเด็น (ร้อยกรอง) | 18 | 1 | ||
| 6. การวิเคราะห์สารอย่างสมเหตุสมผล | 14 / 17 / 20 | 3 | ||
| 7. การประเมินค่า/ความน่าเชื่อถือของสาร | 6 / 24 | 2 | ||
| 8. การอนุมาน | 15 | 1 | ||
| แถบสี หมายถึง ทักษะที่มีจำนวนข้อสอบในแต่ละปีไม่เท่ากัน |
จากตารางข้างต้น จะเห็นว่าสัดส่วนข้อสอบ O-NET วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีลักษณะเช่นเดียวกับข้อสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือแม้ประเภทข้อสอบจะแบ่งทักษะออกเป็น 8 ประเภท แต่สัดส่วนของทักษะต่าง ๆ มีทั้งที่จำนวนข้อสอบเท่ากันและไม่เท่ากัน ทักษะที่มีจำนวนข้อสอบเท่ากัน ได้แก่ การเข้าใจความหมายโดยตรง-โดยนัย จำนวน 1 ข้อ การอ่านจับใจความ จำนวน 2 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบที่เป็นบทอ่านร้อยแก้ว จำนวน 1 ข้อ และบทอ่านร้อยกรอง จำนวน 1 ข้อ และการอนุมาน จำนวน 1 ข้อ อย่างไรก็ดี ข้อสอบการแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็นของปีการศึกษา 2564 – 2566 มีลักษณะเหมือนกันคือปรากฏเป็นข้อแรกของชุดข้อสอบเสมอ และมักมีเพียง 1 ข้อ ยกเว้นข้อสอบปีการศึกษา 2565 ที่มีข้อสอบการแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็นจำนวน 2 ข้อ กล่าวคือ นอกจากปรากฏเป็นข้อแรกในชุดข้อสอบแล้วยังปรากฏคำถามลักษณะนี้ในข้อ 14 ด้วย
จากการพิจารณาข้อสอบทักษะการอ่านในข้อสอบ O-NET วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เฉพาะข้อสอบปรนัยตอนที่ 1 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 ถึง 2566 พบว่าข้อสอบแต่ละประเภทมีลักษณะดังนี้
การแยกข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น
คำถามการวัดทักษะในการแยกข้อความที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น มี 2 ลักษณะ คือ 1) ให้พิจารณาข้อความร้อยแก้วในตัวเลือกและเลือกคำตอบ และ 2) ให้อ่านบทอ่านขนาดสั้นจำนวน 1 ย่อหน้า โดยแบ่งข้อความเป็น 4 ตอน แล้วให้เลือกคำตอบ อย่างไรก็ดี ตัวเลือกในข้อสอบที่เป็นการแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นมักจะเป็นเนื้อความที่กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1
1. ข้อใดเป็นข้อความแสดงข้อเท็จจริง (O-NET ปี 2564)
ก. ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากการสู้รบของทหารกล้าในเหตุการณ์กรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศสทหาร
ข. คนไทยควรระลึกถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารชาติสัมพันธมิตรจนสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบ
ค. ดอกป๊อบปี้กลายเป็นดอกไม้อนุสรณ์แห่งวีรกรรมของทหารผ่านศึก นับว่าเป็นสิ่งเตือนใจให้เห็นถึงเลือดสีแดงของทหารที่เสียสละเพื่อชาติ
ง. อนุสาวรีย์ทหารอาสาตั้งอยู่กึ่งกลางสนามรูปสามเหลี่ยม ตรงมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง ตรงข้ามโรงละครแห่งชาติ
ตัวอย่างที่ 2
ข้อความต่อไปนี้ ส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง (O-NET ปี 256)
1) จากการสัมมนาเรื่อง “สร้างสุขก่อนสูงวัย อยู่ดี สุขภาพดี การเงินดี” ระบุว่าขณะนี้ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมด
2) มีสัดส่วนของกำลังแรงงาน : ผู้สูงอายุ : เด็ก อยู่ที่ 4 :1 : 1
3) คาดว่าในปี พ.ศ. 2579 จะปรับลงไปอยู่ที่ 2 : 1 : 1 และคาดการณ์ว่าปี พ.ศ. 2576 ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยถึง 28% ของประชากรทั้งหมด
4) ขณะที่อัตราการเกิดของเด็กเกิดใหม่ในปี พ.ศ. 2564 อยู่ที่ 5.5 แสนคนเท่านั้น
ก. ส่วนที่ 1) 2) และ 3) ข. ส่วนที่ 2) 3) และ 4)
ค. ส่วนที่ 1) 3) และ 4) ง. ส่วนที่ 1) 2) และ 4)
จากตัวอย่างข้อสอบการวัดทักษะการอ่านประเภทการแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จะเห็นว่าข้อความที่เป็นข้อคิดเห็นมักปรากฏคำบ่งชี้ เช่น น่าจะ ควร นับว่า คาดว่า อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยเห็นว่าการวัดทักษะการอ่านประเภทการแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไม่ควรเป็นข้อสอบที่มีคำบ่งชี้ข้อความที่เป็นข้อคิดเห็นอย่างชัดเจน เนื่องจากความสามารถในระดับที่แยกข้อความที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นโดยอาศัยการพิจารณาจากคำบ่งชี้ได้นั้นเหมาะสำหรับผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษา จึงเห็นว่าหากเป็นข้อสอบในระดับชั้นมัธยมศึกษาควรปรับข้อสอบให้มีระดับความยากขึ้น
การตีความ (ความหมายโดยตรง-โดยนัย)
คำถามการวัดทักษะการเข้าใจความหมายโดยตรง-โดยนัยของข้อสอบทั้ง 3 ปีมีลักษณะเหมือนกันคือระบุคำที่ต้องการให้หาคำตอบอย่างชัดเจน โดยใช้ 2 วิธี คือ 1) ใช้วิธีการขีดเส้นใต้คำที่ต้องการให้พิจารณาความหมายโดยนัย และ 2) ใช้วิธีระบุคำที่สื่อความหมายโดยนัยในคำถาม อย่างไรก็ดี ข้อสอบของปีการศึกษา 2564 เป็นการพิจารณาคำที่มีความหมายโดยนัยจากตัวเลือกที่ความเรียงแบบร้อยแก้ว แต่ข้อสอบปีการศึกษา 2565-2566 เป็นการพิจารณาคำที่มีความหมายโดยนัยจากข้อความขนาดสั้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 3
คำที่ทำตัวหนาในข้อใดใช้ความหมายตรง (O-NET ปี 2564)
ก. นักมวยฝ่ายแดงเพลี่ยงพล้ำตกเป็นเบี้ยล่างนักมวยฝ่ายน้ำเงิน
ข. ลูกน้องยืมเงินไปหนึ่งหมื่นแต่ผ่อนใช้เป็นเบี้ยหัวแตกเดือนละ 500 บาท
ค. ครูที่ไปปฏิบัติงานในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญจะได้รับเบี้ยกันดารด้วย
ง. กว่าจะเจรจาเรื่องนี้ได้สำเร็จ เขาต้องเสียเบี้ยบ้ายรายทางไปไม่ใช่น้อย
ตัวอย่างที่ 4
คำว่า “ใบไม้เหลือง” สื่อความหมายโดยนัยถึงข้อใด (O-NET ปี 2565)
“ใบไม้เหลืองที่ถึงกาล
ร่วงจากต้นลงสู่พื้นดินฉันใด
ชีวิตคนก็เป็นเช่นนั้น”
ก. ความชรา ข. ความยากจน
ค. ความแห้งแล้ง ง. ความเจ็บไข้ได้ป่วย
ตัวอย่างที่ 5
คำว่า “หยาดน้ำค้าง” สื่อความหมายโดยนัยถึงข้อใด (O-NET ปี 2566)
“หยาดน้ำค้างที่กลิ้งอยู่บนใบหญ้า
อยู่ได้เพียงขณะเดียวฉันใด
ชีวิตคนก็เป็นเช่นนั้น”
ก. ความไม่ยั่งยืน ข. ความไม่สมหวัง
ค. ความไร้เดียงสา ง. ความไม่เข้มแข็ง
จากการพิจารณาข้อสอบการตีความในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่ามี 2 ลักษณะ คือ
- ตีความหมายโดยนัยจากถ้อยคำหรือสำนวนที่เป็นสากล (มีความหมายไม่ตรงตัวและผู้ภาษาไทยทราบความหมายโดยไม่ต้องอาศัยบริบทแวดล้อมเพื่อช่วยในการตีความ) เช่น เบี้ยล่าง หมายถึง ผู้อยู่ใต้อำนาจ, ผู้เสียเปรียบ, ผู้เป็นรอง
- ตีความหมายโดยนัยจากถ้อยคำโดยอาศัยเนื้อความในบริบทแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่ 4 ที่กำหนดให้ “ใบไม้สีเหลือง” สื่อความถึงความชรา โดยพิจารณาจากข้อความในบทร้อยกรองทั้งความ จะเห็นคำที่สื่อความหมายถึงกาลเวลา ความร่วงโรย และการเปรียบเทียบกับชีวิตของคน ซึ่งคำหรือถ้อยคำที่สื่อความหมายโดยนัยลักษณะนี้จะไม่ใช่คำที่มีความหมายโดยนัยแบบตายตัวหรือผู้ใช้ภาษาไทยทั่วไปทราบความหมาย ดังนั้น นักเรียนต้องพิจารณาจากข้อความแวดล้อมเพื่อตีความหมายของถ้อยคำได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้จะเห็นว่าข้อสอบวัดทักษะการตีความในปี 2565 และปี 2566 (ตัวอย่างที่ 4 และตัวอย่างที่ 5) มีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างมาก กล่าวคือ เป็นบทร้อยกรองที่มีรูปแบบเดียวกันและมีการปรับข้อความเพียงบางส่วนเท่านั้น อย่างไรก็ดี การวัดทักษะการอ่านตีความในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจะเห็นว่าเป็นเพียงการตีความหมายของคำที่มีความหมายโดยตรง-ความหมายโดยนัยเท่านั้น และหากคำใดเป็นคำที่มีความหมายโดยนัยและต้องอาศัยบริบทของข้อความนั้นช่วยในการตีความหมายก็มักเป็นบทอ่านที่เป็นร้อยกรองขนาดสั้น
การอ่านจับรายละเอียด
คำถามวัดทักษะการอ่านประเภทจับรายละเอียดมักเป็นบทอ่านขนาดสั้น มีหนึ่งย่อหน้า และใช้คำถามว่า “ข้อใดกล่าวโต้แย้งกับข้อความข้างต้น” หรือ “ข้อใดสรุปไม่สอดคล้องกับคำประพันธ์หรือข้อความต่อไปนี้” ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 6
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 8-9 (O-NET ปี 2564)
เจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นของใช้จำเป็นเพื่อใช้ฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ซึ่งไวรัสนี้อาจติดมือเราเมื่อสัมผัสสิ่งที่มีละอองน้ำลายของผู้ติดเชื้อ องค์การอาหารและยา (อย.) แนะนำว่าเจลล้างมือต้องมีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ขึ้นไปเพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์มากพอที่จะฆ่าเชื้อโรคได้ ส่วนเมทิลแอลกอฮอล์นั้นเป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมการทำเฟอร์นิเจอร์ พวกมิจฉาชีพมักนำไปบรรจุขวดติดฉลากหลอกขายว่าเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ ผู้บริโภคจึงต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเจลล้างมือจากมาตรฐานของสถานที่จัดจำหน่าย แหล่งผลิต เลขทะเบียนสินค้า วันที่ผลิต และวันหมดอายุ
8. ข้อใดกล่าวโต้แย้งกับข้อความข้างต้น
ก. เชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ป้องกันได้ด้วยการใช้เจลแอลกอฮอล์
ข. เอทิลแอลกอฮอล์ได้รับการรับรองว่าปลอดภัยในการใช้ล้างมือ
ค. ปริมาณแอลกอฮอล์ทุกระดับใช้ฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ง. เมทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ใช้ฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ไม่ได้
จากข้อสอบข้างต้น เมื่อพิจารณาตัวเลือกจะเห็นว่าเป็นข้อความที่กล่าวถึงรายละเอียดที่ปรากฏในบทอ่าน ดังนี้ ตัวเลือกที่ 1. เชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ป้องกันได้ด้วยการใช้เจลแอลกอฮอล์
จากข้อสอบข้างต้น เมื่อพิจารณาตัวเลือกจะเห็นว่าเป็นข้อความที่กล่าวถึงรายละเอียดที่ปรากฏในบทอ่าน ดังนี้
ตัวเลือกที่ 1. เชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ป้องกันได้ด้วยการใช้เจลแอลกอฮอล์ (กล่าวถูกต้อง จากข้อความที่ว่า “เจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นของใช้จำเป็นเพื่อใช้ฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019” แสดงว่าเจลแอลกอฮอล์สามารถฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ได้)
ตัวเลือกที่ 3. ปริมาณแอลกอฮอล์ทุกระดับใช้ฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กล่าวไม่ถูกต้อง จากข้อความที่ว่า “องค์การอาหารและยา (อย.) แนะนำว่าเจลล้างมือต้องมีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ขึ้นไปเพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์มากพอที่จะฆ่าเชื้อโรคได้” หมายความว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่สามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ต้องมีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ขึ้นไป)
ตัวเลือกที่ 4. เมทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ใช้ฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ไม่ได้ (กล่าวถูกต้อง เพราะในบทอ่านกล่าวว่าหากจะฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ได้ต้องใช้ส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์)
อย่างไรก็ดี ตัวเลือกข้อ 2. ที่กล่าวว่า “เอทิลแอลกอฮอล์ได้รับการรับรองว่าปลอดภัยในการใช้ล้างมือ” จะเห็นว่าไม่ได้ถูกกล่าวถึงในบทอ่านไว้อย่างชัดเจน แต่อาจต้องใช้ทักษะการอนุมานจากข้อความที่อ้างถึงองค์การอาหารและยาซึ่งเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ จึงเป็นไปได้ว่าหากแอลกอฮอล์ชนิดใดมีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ร้อยละ 70 ขึ้นไปสามารถนำมาล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ได้ ดังนั้น จากการวิเคราะห์ตัวเลือกของข้อสอบข้างต้นจะเห็นได้ว่าลักษณะข้อความที่ใช้วัดทักษะการอ่านจับรายละเอียดยังไม่มีความสม่ำเสมอเพราะตัวเลือกบางข้อไม่ได้วัดทักษะการอ่านจับรายละเอียด
การอ่านจับใจความ
คำถามวัดทักษะการอ่านจับใจความมีข้อสังเกตคือมักให้บทอ่านขนาดสั้น มีหนึ่งย่อหน้า และตั้งคำถามว่า “ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของข้อความต่อไปนี้” ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อความที่เป็นตัวเลือกจะเห็นว่าเป็นใจความสำคัญของบทอ่าน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 7
9. ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของข้อความต่อไปนี้ (O-NET ปี 2566)
สมาธิเป็นคุณธรรมสำคัญในการพัฒนาตนเอง แต่สมาธิกลับมีทั้งคุณและโทษ เพราะผู้มีสมาธิอาจใช้สมาธิในทางสร้างสรรค์หรือในทางเสื่อมก็ได้ เช่น บัณฑิตอาจมีสมาธิในการพัฒนาตนเองด้านการศึกษาและค้นคว้าความรู้ใหม่ ในขณะเดียวกันแก๊งคอลเซนเตอร์ก็ต้องมีสมาธิหลอกลวงเหยื่อเช่นกัน ดังนั้นการพัฒนาตนเองจึงควรมีทั้งสมาธิและความรู้ถูกรู้ผิดด้วยจึงจะนับว่าเป็นการใช้สมาธิที่ถูกต้อง
ก. แก๊งคอลเซนเตอร์ที่มีสมาธิเป็นสมาชิกแก๊งที่ดี
ข. สมาธิเป็นเรื่องดีแต่ต้องมีคุณธรรมอื่นกำกับด้วย
ค. คุณธรรมเรื่องสมาธิสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตทุก ๆ ด้าน
ง. สมาธิมีประโยชน์มากกว่าโทษเพราะช่วยในการค้นพบสิ่งใหม่
การอ่านจับประเด็น
คำถามวัดทักษะการอ่านจับประเด็นมีข้อสังเกตคือมักตั้งคำถามจากบทอ่านขนาดสั้น มีหนึ่งย่อหน้า ส่วนการตั้งคำถามพบหลากหลายแบบอย่างเช่นการถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้อความข้างต้นกล่าวถึงประเด็นสำคัญของเรื่องตามข้อใด” หรือตั้งคำถามวัดความเข้าใจประเด็นของบทอ่านผ่านการตั้งชื่อเรื่อง เช่น
“ข้อใดเป็นการตั้งชื่อเรื่องที่ครอบคลุมเนื้อหาของข้อความข้างต้น” ซึ่งจะปรากฏตัวเลือกที่กล่าวถึงประเด็นสำคัญของบทอ่านหรือเนื้อหานั้น ๆ และข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือหากคำถามข้อใดเป็นการวัดทักษะการอ่านจับประเด็น ตัวเลือกมักเป็นข้อความหรือวลีสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของบทอ่าน แสดงว่านักเรียนจะต้องอ่านเนื้อความทั้งหมดให้เข้าใจแล้วพิจารณาว่าเนื้อความนั้นกล่าวถึงประเด็นสำคัญอะไร ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 8
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 3 และข้อ 4 (O-NET ปี 2565)
การได้ออกสัมผัสธรรมชาติกลางแจ้งเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ดีวิธีหนึ่ง เนื่องจากงานวิจัยใหม่ ๆ พบว่าการได้รับสายลม แสงแดด อากาศบริสุทธิ์ กลิ่นต้นไม้ และกลิ่นอายดิน เหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการสร้างความรู้สึกที่เป็นบวก เราอาจสร้างความรู้สึกที่เป็นบวกด้วยการนึกถึงความทรงจำดี ๆ ที่ทำให้มีความสุข มองโลกในแง่ดี นอกจากนี้ยังพบว่าการได้สัมผัสธรรมชาติยังสามารถช่วยลดความวิตกกังวลและความรู้สึกซึมเศร้าอีกด้วย
4. ข้อความข้างต้นกล่าวถึงประเด็นสำคัญของเรื่องตามข้อใด
ก. ประโยชน์ของการคิดบวก
ข. ผลของการสูดอากาศบริสุทธิ์
ค. คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ
ง. การวิจัยด้านจิตใจและอารมณ์
การวิเคราะห์สารอย่างสมเหตุสมผล
คำถามวัดทักษะการอ่านแล้ววิเคราะห์สารอย่างสมเหตุสมผลมีข้อสังเกตคือมีบทอ่านขนาดสั้นจำนวน 1 เรื่อง มีหนึ่งย่อหน้า และตั้งคำถามหลากหลายแบบ เช่น การตั้งคำถามอย่างกว้างโดยไม่ได้กล่าวถึงความสมเหตุสมผล แต่นักเรียนต้องพิจารณาจากตัวเลือกด้วยตนเอง การถามอย่างแคบโดยกล่าวถึงความสมเหตุสมผลอย่างชัดเจนว่า “ข้อใดกล่าวสรุปไม่สมเหตุสมผล” ส่วนตัวเลือกนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับบทอ่าน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ข้อความส่วนที่เป็นข้อสรุป (ผล) และข้อความส่วนที่เป็นข้ออ้าง (เหตุ) ซึ่งข้อสอบลักษณะนี้นักเรียนจะต้องอ่านบทอ่านแล้วจับใจความสำคัญหรือสรุปประเด็นสำคัญของเรื่องให้ได้ก่อนแล้วจึงพิจารณาข้อความจากตัวเลือกที่กำหนดให้ว่าตัวเลือกในข้อใดบ้างที่เนื้อความมีความสอดคล้องหรือสมเหตุสมผลกับเรื่องที่อ่าน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 9
7. พระบรมราโชวาทต่อไปนี้ข้อใดกล่าวสรุปไม่สมเหตุสมผล (O-NET ปี 2564)
“งานราชการนั้น คือ งานของแผ่นดิน มีผลเกี่ยวเนื่องโดยตรงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกคน ดังนั้น ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดิน จึงต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนให้ถ่องแท้ แล้วร่วมกันคิดร่วมกันทำด้วยความอุตสาหะ เสียสละ และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยถือประโยชน์ที่จะเกิดจากงานเป็นหลักใหญ่”
ก. ข้าราชการควรร่วมกันระดมความคิดและลงมือปฏิบัติงานเพราะเป็นประโยชน์ของประเทศ
ข. ข้าราชการไม่ควรละทิ้งความอุตสาหะในการปฏิบัติราชการเพราะงานนั้นเกี่ยวกับประเทศโดยตรง
ค. ข้าราชการควรยึดถือความเสียสละเป็นที่ตั้งเพราะงานที่ทำนั้นยิ่งใหญ่เหนือความเข้าใจอย่างแท้จริง
ง. ข้าราชการควรเข้าใจหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเพราะการปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
จากตัวอย่างที่ 9 นี้ หากวิเคราะห์เนื้อหาคำถามและคำตอบแล้ว ไม่ใช่การวัดความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณซึ่งต้องพิจารณาความสมเหตุสมผลของเนื้อหาตามที่โจทย์ถาม แต่เป็นการพิจารณาว่าข้อความใดในตัวเลือกไม่สอดคล้องหรือสรุปผิดไปจากบทอ่านมากกว่า เมื่อพิจารณาแล้วจึงเป็นการอ่านจับใจความ นอกจากนี้ ภาษาที่ใช้ในเฉลยยังไม่เหมาะสมเนื่องจากข้อความ “เพราะงานที่ทำนั้นยิ่งใหญ่เหนือความเข้าใจอย่างแท้จริง” นั้นไม่สื่อความ มีความหมายไม่ชัดเจนว่าหมายถึงเหนือความเข้าใจของใครและในเรื่องใด
การประเมินค่า/ความน่าเชื่อถือของสาร
คำถามวัดทักษะการอ่านประเมินค่าหรือประเมินความน่าเชื่อของสารที่พบในข้อสอบ O-NET พบ 2 ลักษณะ คือ 1) ประเมินค่าหรือความน่าเชื่อของสารจากบทอ่านทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง และ 2) ประเมินค่าหรือความน่าเชื่อของสารจากถ้อยคำหรือข้อความที่ปรากฏในรูปภาพ ส่วนการตั้งคำถามและตัวเลือกแสดงให้เห็นว่าเป็นการวัดทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ กล่าวคือ นักเรียนจะต้องอ่านสารหรือข้อความที่กำหนดแล้ววิเคราะห์ว่าข้อความดังกล่าวน่าเชื่อถือหรือไม่ ดีหรือไม่ดี หากดีแล้วดีอย่างไร หรืออาจเป็นการยกตัวอย่างสถานการณ์ในข้อความที่เป็นตัวเลือกเพื่อให้นักเรียนพิจารณาว่าตัวเลือกใดสามารถประพฤติหรือปฏิบัติตนได้สอดคล้องกับบทอ่านหรือเนื้อหาที่กำหนด ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 10
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 5-6 (O-NET ปี 2564)
1) องค์การสหประชาชาติรายงานว่าประชากรโลกปัจจุบันมีจำนวนราว 7 พันล้านคน 2) และประเมินว่าจำนวนประชากรโลกน่าจะถึง 9.7 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2607 3) จำนวนประชากรที่มากขนาดนั้นอาจทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอสำหรับทุกคน และเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรอย่างเช่นน้ำ 4) อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของประชากรโลกไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ บางดินแดนมีประชากรหนาแน่นราวกับผึ้งในรัง เช่น ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น
6. ข้อความข้างต้นน่าเชื่อถือตามข้อใด
ก. อ้างอิงเหตุผลชัดเจนถูกต้อง
ข. เสนอข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง
ค. โน้มน้าวให้ผู้อ่านคิดเห็นคล้อยตาม
ง. แสดงความคิดเห็นชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถาม
ตัวอย่างที่ 11
ดูข้อความโฆษณาต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 17 (O-NET ปี 2564)

17. บุคคลในข้อใดปฏิบัติตนในการรับสารโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ข้างต้นได้เหมาะสม
ก. น้องสาวทำมันเทศญี่ปุ่นต้มกับน้ำขิงจำหน่าย เพื่อหารายได้เสริม
ข. พี่สาวส่งต่อโฆษณาดังกล่าวให้ทุกคนได้รู้ทันทีเพราะเชื่อคำโฆษณา
ค. พี่ชายค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในโฆษณา
ง. น้องชายไม่สวมหน้ากากอนามัยเพราะมั่นใจว่ากินมันเทศญี่ปุ่นต้มน้ำขิงแล้วด้านโควิด-19 ได้
การอนุมาน
คำถามวัดทักษะการอนุมานในข้อสอบแต่ละปีนั้นพบเพียง 1 ข้อ และมักเป็นการอนุมานจากบทอ่านขนาดสั้น มีหนึ่งย่อหน้า ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 12
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 3-4 (O-NET ปี 2564)
มะขามเป็นต้นไม้ชนาดกลางถึงใหญ่ เปลือกของต้นมีความหนา ขรุขระ ปลายและโคนใบมน ออกดอกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามปลายกิ่ง ส่วนผลเป็นฝักยาวประมาณ 3-20 เซนติเมตร รูปร่างโค้งหยักตามข้อปล้องของผล เปลือกของฝักเมื่ออ่อนจะมีสีเขียวอมเทา เนื้อในติดกับเปลือก มีเมล็ดอยู่ในฝัก แต่เมื่อแก่เปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีความแข็ง แห้ง กรอบ แตกง่าย เนื้อข้างในเป็นสีน้ำตาล เมล็ดใหญ่ กลม สีดำ มีทั้งรสหวานและเปรี้ยว นอกจากผลมะขามแล้ว ใบมะขามก็เป็นส่วนที่นิยมนำมาทำอาหารด้วย
4. จากข้อความข้างต้น ย่อหน้าต่อไปควรจะกล่าวถึงเรื่องใด
ก. การขยายพันธุ์ต้นมะขาม
ข. สรรพคุณทางยาของมะขาม
ค. รายการอาหารที่ปรุงจากมะขาม
ง. แหล่งปลูกมะขามในประเทศไทย
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่านักเรียนจะต้องอ่านบทอ่านที่เป็นส่วนคำถามทั้งหมดเพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญของเรื่องก่อนว่ากล่าวถึงประเด็นสำคัญใดบ้าง และเมื่อพิจารณาคำถามที่ว่า “จากข้อความข้างต้น ย่อหน้าต่อไปควรจะกล่าวถึงเรื่องใด” ซึ่งคำตอบคือตัวเลือกข้อ 3. รายการอาหารที่ปรุงจากมะขาม คำตอบข้อนี้นักเรียนต้องพิจารณาจากประเด็นสุดท้ายที่ย่อหน้านั้นกล่าวถึง จะเห็นได้ว่าข้อความส่วนท้ายย่อหน้ากล่าวถึงส่วนประกอบของมะขามที่สามารถนำไปทำอาหารได้ ในข้อความที่ว่า “นอกจากผลมะขามแล้ว ใบมะขามก็เป็นส่วนที่นิยมนำมาทำอาหารด้วย” ดังนั้น ประเด็นที่ควรกล่าวถึงในย่อหน้าถัดไปก็ควรเชื่อมโยงกับเนื้อความในส่วนท้ายของย่อหน้าดังกล่าวนี้ซึ่งก็คือเรื่องรายการอาหารที่ปรุงจากมะขาม
อย่างไรก็ดี มีข้อสอบที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นการวัดทักษะการอนุมานคือข้อสอบในปีการศึกษา 2566 พบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์สาระสำคัญของข้อความในภาพ หากวิเคราะห์เพียงคำถามจะเห็นว่าเป็นการถามเพื่อวัดทักษะการอ่านจับใจความหรืออ่านเพื่อสรุปสาระสำคัญของเนื้อหา แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลือกที่กำหนดจะเห็นว่าเป็นการอนุมานจากบทอ่าน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 13
5. ข้อใดเป็นการเขียนวิเคราะห์สาระสำคัญของข้อความต่อไปนี้ได้ถูกต้อง (O-NET ปี 2566)

ก. คำที่ขึ้นต้นด้วยกระ-กะ เป็นกลุ่มคำที่ควรใช้ให้ถูกต้อง
ข. คำที่ขึ้นต้นด้วยกระ-กะ เป็นกลุ่มคำที่ใช้เขียนแทนกันได้
ค. การเขียนกระ-กะ แบบใดก็ตาม หากสื่อสารได้ก็ใช้ได้เช่นกัน
ง. การเขียนกระ-กะ แตกต่างกันอาจสื่อความหมายไม่เหมือนกัน
จากการพิจารณาและทบทวนข้อสอบ O-NET วิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 ถึง 2566 ในส่วนข้อสอบปรนัยเฉพาะตอนที่ 1 สรุปได้ว่า ข้อสอบ O-NET มีข้อสอบจำนวนหนึ่งที่ตรงกับทักษะการอ่านตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 แต่รูปแบบข้อสอบและตัวเลือกยังไม่มีความเที่ยง กล่าวคือ ประเภทข้อสอบและจำนวนข้อสอบในแต่ละปียังมีจำนวนไม่เท่ากัน รวมถึงตัวเลือกบางข้อไม่สอดคล้องกับประเภทการวัดทักษะการอ่าน และที่สำคัญในบางปีมีข้อสอบที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากเกินไปหรือข้อสอบบางข้อไม่ได้เพิ่มความยากให้เหมาะสมกับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อาจทำให้ไม่เกิดการวัดทักษะการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการปรับปรุงข้อสอบหรือควรมีข้อสอบที่สามารถวัดสมรรถภาพการอ่านของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นให้เทียบเท่าระดับสากล ครอบคลุมเกณฑ์มาตรฐาน สามารถวัดทักษะการอ่านได้ทุกประเภท เพื่อยกระดับการอ่านของนักเรียนไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศได้