A-LEVEL ม.6

ข้อสอบภาษาไทย A-LEVEL ประจำปีการศึกษา 2566

การทดสอบ A-Level หรือ Applied Knowledge Level เป็นการทดสอบวัดความรู้เชิงวิชาการใน 10 วิชา ได้แก่ 1) คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 2) คณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 3) วิทยาศาสตร์ประยุกต์ 4) ฟิสิกส์
5) เคมี 6) ชีววิทยา 7) ภาษาไทย 8) สังคมศึกษา 9) ภาษาอังกฤษ และ 10) ภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น บาลี และ เกาหลี โดยเน้นการนำความรู้ที่เรียนในหลักสูตรไปประยุกต์ใช้งานได้จริง เพื่อนำคะแนนไปใช้ในการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย เริ่มจัดให้มีการสอบครั้งแรกในปีการศึกษา 2565

วิชาภาษาไทยเป็นหนึ่งในวิชาที่จัดให้มีการทดสอบขึ้น มีจำนวน 50 ข้อ คิดเป็น 100 คะแนน เป็นข้อสอบปรนัย 5 ตัวเลือก ใช้เวลาในการสอบ 90 นาที ข้อมูลในเวปไซต์ www.mytcas.com ของสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาที่ออกข้อสอบไว้ เมื่อนำมาระบุจำนวนและร้อยละ รวมทั้งจำแนกตามทักษะ สามารถแบ่งได้ตามตารางดังนี้

ลำดับเนื้อหาจำนวนร้อยละ
1. การอ่าน
1.1การอ่านเพื่อเข้าใจเนื้อหา12
1.2การจับใจความ / การสรุปสาระสำคัญของข้อความ24
1.3การอ่านตีความ24
1.4การวิเคราะห์จุดประสงค์ / เจตนาของผู้เขียน24
1.5การวิเคราะห์ข้อคิด / แนวคิดที่ได้จากการอ่าน24
1.6การอนุมานจากเนื้อหาของข้อความที่อ่าน36
1.7ท่าที / น้ำเสียง / อารมณ์ความรู้สึก / ความคิดเห็นของผู้เขียน24
รวม1428
2. การพูด การฟัง
2.1การวิเคราะห์จุดประสงค์ในการพูด48
2.2การใช้ข้อความถามและตอบที่สัมพันธ์กัน612
2.3การตีความ / อนุมาน / วิเคราะห์สาร / บุคลิกของผู้พูดหรือผู้ฟัง24
รวม1224
3. การเขียน
3.1การเรียงลำดับข้อความ12
3.2การเขียนเรียงความ12
3.3โวหารการเขียน  (พรรณนา / บรรยาย / อธิบาย)36
3.4การใช้เหตุผล12
3.5การแสดงทรรศนะ36
3.6การโต้แย้ง12
3.7การโน้มน้าวใจ24
รวม1224
4. หลักภาษา
4.1การสะกดคำ24
4.2ความหมายของคำ (การใช้คำตรงความหมาย ความหมายตรง และความหมายอุปมา)24
4.3ประโยค (ชนิดของประโยค ประโยคกำกวม ประโยคบกพร่อง และประโยคสมบูรณ์)48
4.4ระดับภาษา12
4.5การใช้สำนวนถูกต้องตามความหมาย12
4.6คำทับศัพท์12
4.7ราชาศัพท์12
รวม1224
รวม50100
read7

จากการระบุขอบเขตเนื้อหาดังกล่าว คณะผู้วิจัยเห็นว่าอาจจัดบางหัวข้อให้เข้าเป็นประเภทการอ่านประเภทเดียวกันได้ เช่น หัวข้อที่ 1.2, 1.4, 1.5 และ 1.6 อาจจัดเป็นประเภทการอ่านจับใจความสำคัญ หัวข้อ 1.3 และ 1.7 อาจจัดเป็นการอ่านตีความได้ คณะผู้วิจัยเห็นว่าทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าข้อสอบฉบับนี้เน้นการอ่านจับใจความมากที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนสำหรับครูอาจารย์ที่อาจเน้นการฝึกทักษะการอ่านใจความสำคัญให้กับนักเรียนได้ อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยเห็นว่าหัวข้อ “1.1 การอ่านเพื่อเข้าใจเนื้อหา” มีความกำกวม เนื่องจากไม่แน่ชัดว่าต้องการวัดทักษะการอ่านในระดับใด และ “การเข้าใจเนื้อหา” นั้นกินความมาก เพราะการอ่านในทุกระดับย่อมต้องอาศัยการเข้าใจเนื้อหาทั้งสิ้น แต่เมื่อพิจารณาจากข้อสอบแล้ว ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า “การอ่านเพื่อเข้าใจเนื้อหา” น่าจะหมายถึง “การอ่านจับรายละเอียด” ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม
เก๋ากี้ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Chinese Wolfberry บางตำราเรียกทับศัพท์ว่า โกจิเบอร์รี (Goji Berry) จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ชนิดหนึ่งในตระกูลเบอร์รี มีรสหวาน มียาริษเป็นกลาง ไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป และไม่มีพิษ การแพทย์แผนจีนใช้เก๋ากี้เป็นยามานานกว่า 2,000 ปี สรรพคุณของเก๋ากี้มีหลายประการ อาทิ ช่วยบำรุงเลือด บำรุง หัวใจ ปอด และระบบประสาท ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของอาการตาบอดกลางคืน ป้องกันต้อกระจก ช่วยลดอาการอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก นอกจากนี้ แพทย์แผนจีนส่วนใหญ่นิยมใช้บำรุงตับและรักษาอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในวารสารการแพทย์มีข้อมูลว่าเก๋ากี้ช่วยบำรุงร่างกายของเพศชายได้ดี
26. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของเก๋ากี้
1. ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันอาการตาบอดกลางคืน.

2.ช่วยบำรุงเลือดและระบบประสาท

3. ช่วยป้องกันอาการบวมคุ้มกันบกพร่อง

4.ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน

5. ช่วยบำรุงหัวใจ ปอด ตับ และไต

ดูคำตอบ
ข้อ 3

จากตัวอย่างข้างต้น ข้อสอบข้อนี้อาจจัดเป็น “การอ่านจับรายละเอียด” เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏในตัวเลือกนั้นสามารถอ่านเทียบกับรายละเอียดที่ปรากฏในบทอ่านได้โดยตรง ว่าข้อมูลใดไม่ปรากฏในบทอ่าน ผู้เข้าสอบสามารถเห็นรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยการตีความ โดยจะพบว่าคำตอบคือ “3. ช่วยป้องกันระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง” เพราะข้อมูลนี้ไม่ปรากฏในบทอ่าน

คณะผู้วิจัยมีความเห็นเกี่ยวกับข้อสอบดังกล่าวใน 2 ประเด็น ได้แก่ จำนวนและร้อยละของข้อสอบที่วัดทักษะการอ่าน และลักษณะของข้อสอบวัดทักษะการอ่าน ในประเด็นแรก เมื่อพิจารณาข้อมูลจากตารางข้างต้นประกอบกับตัวข้อสอบแล้ว ผู้วิจัยเห็นว่าข้อสอบที่ใช้ทักษะการอ่านมีจำนวนมากที่สุด มีจำนวนและร้อยละมากกว่าที่ปรากฏในตารางข้างต้น เนื่องจากตัวข้อสอบในเรื่องการพูด การฟัง และการเขียนจำนวนหลายข้อก็มีลักษณะเป็นการวัดทักษะการอ่านเช่นกัน ด้วยลักษณะของข้อสอบปรนัย ทำให้การทำข้อสอบในส่วนทักษะการพูด การฟัง และการเขียน จึงจำเป็นต้องใช้ทักษะการอ่านเช่นกัน เนื่องจากผู้สอบไม่ได้ฟังบทฟังที่เป็นเสียง ได้พูดออกเสียง หรือได้เขียนเองจริง ๆ แต่ข้อสอบจะแสดงตัวบทให้อ่านแล้วให้ตอบคำถามแบบปรนัย ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการทดสอบการอ่าน ตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่ 2

จงฟังข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถาม ข้อ 43-44

“ผมไม่แน่ใจนะครับว่าฟังมาถึงตรงนี้ คําตอบในใจของคุณผู้ฟังจะเป็นคําตอบว่าคุณกําลังอยู่ในช่วงที่สําเร็จหรือว่าล้มเหลวนะครับ แต่ถ้าความสุขโดยสังเกตจนมาถึงนาทีนี้นะครับ ก็อาจจะพบประเด็นสําคัญที่คล้าย ๆ กันกับที่ผมได้ค้นพบระหว่างที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เช่นกันนะครับว่า หลังจากที่กราฟของชีวิตมันพาเราไปถึงทั้งจุดที่สําเร็จแล้วก็ล้มเหลวสลับกันไปสลับกันมาแบบเนี่ย บนเส้นทางอันยาวไกลของชีวิต จนกระทั่งมาถึงตอนนี้สิ่งที่มันสําคัญมากกว่าการนับจํานวนความสําเร็จและความล้มเหลวมันคือเราชอบตัวเองหรือเปล่า แล้วคนที่ชอบตัวเองก็คือคนที่มีความสุข ขอให้ทุกคนมีความสุขครับ”

(นิ้วกลม. พอดแคสต์.)

43. ข้อใดคือจุดประสงค์ของสารที่ฟัง

1. ชี้แจง                              2. ชักชวน                                  3. ตักเตือน       

4. ให้ข้อคิด                         5. บอกกล่าว

ดูคำตอบ
ข้อ 4

44. สาระสําคัญของสารที่ฟังสรุปได้ว่าอย่างไร

1. ความสุขอยู่ที่ความตั้งใจ                 2. ความสุขอยู่ที่ความพอใจ                      

3. ความสุขอยู่ที่ความเข้าใจ                4. ความสุขอยู่ที่ความสนใจ                      

5. ความสุขอยู่ที่ความสําเร็จ

ดูคำตอบ
ข้อ 2

ตัวอย่างที่ 3

47. คําพูดในข้อใดไม่มีน้ำเสียงเชิงตําหนิ

1. เสื้อตัวนั้นถ้าไม่มีปกจะสวยมาก                                         

2. ใครก็รู้ว่าเขารวยมากเพราะอะไร

3. เอกสารที่คุณพิมพ์มา ผมต้องดูอีกเป็นประจํา           

4. สินค้าไทยหลายอย่างใช่ว่าจะด้อยคุณภาพเสมอไป

5. กับข้าวของแม่บ้านฉัน ทําให้ฉันไม่ต้องลดน้ำหนักเลย

ดูคำตอบ
ข้อ 4

จากตัวอย่างที่ 2 จะเห็นว่าแม้คำสั่งจะเป็นการถามทักษะการฟัง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับคำถามและตัวเลือกแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการวัดทักษะการอ่านจับใจความ เนื่องจากผู้เข้าสอบรับสารผ่านวิธีการอ่าน โดยต้องจับใจความสำคัญให้ได้ว่าผู้พูดต้องการสื่อประเด็นใด จึงจะสามารถตอบว่าข้อความข้างต้นนั้นมีวัตถุประสงค์ใด อีกทั้งในคำถามข้อ 44 ก็เป็นการอ่านจับใจความเพื่อสรุปสาระสำคัญของบทอ่านเช่นกัน

ในตัวอย่างที่ 3 คณะผู้วิจัยเห็นว่าเป็นการใช้ทักษะการอ่านตีความ แม้จะเป็นการถามทักษะการพูด เนื่องจากการถามถึงน้ำเสียงนั้น ผู้เข้าสอบจำเป็นจะต้องตีความข้อความที่อยู่ในตัวเลือกให้ได้ ทั้งนี้การอ่านเพื่อหาน้ำเสียงนั้น ต้องใช้ทักษะการอ่านตีความเนื่องจาก “น้ำเสียง” เป็นอารมณ์ความรู้สึกหรือวัตถุประสงค์ของผู้เขียนที่มิได้ปรากฏโดยตรงอยู่ในข้อความ ผู้เข้าสอบจำเป็นต้องใช้ทั้งทักษะการตีความตามรูปศัพท์และบริบทการใช้ภาษาประกอบกันจึงจะสามารถวิเคราะห์น้ำเสียงของแต่ละประโยคได้

ประเด็นต่อมา ในการศึกษาข้อสอบฉบับนี้ ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะการตั้งคำถามและการระบุตัวเลือกนั้นยังไม่ชัดเจนในบางข้อ และทักษะที่ถามนั้นอาจจะไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการอ่านแต่ละประเภท ทั้งการอ่านจับรายละเอียด การอ่านจับใจความ  และการอ่านตีความ รวมทั้งการอ่านเชิงคิดวิเคราะห์ มีรายละเอียดดังนี้

ตัวอย่างที่ 4

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถาม
งิ้วเป็นไม้เนื้ออ่อน เป็นไม้ธรรมดาที่ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น ในอดีตคนไทยนิยมนําเส้นใยจากขนของเมล็ดหรือผนังด้านในของผลมาทําเป็นนุ่นยัดหมอน ที่นอน เบาะ เป็นต้น ต่อมาชาวบ้านโค่นต้นงิ้วทิ้งเพื่อนําพื้นที่มาใช้ทําการเกษตร ต้นงิ้วจึงเหลือน้อยลง ทําให้คนไทยในปัจจุบันรู้จักไม้ชนิดนี้ไม่มากนัก
28. ข้อใดเป็นใจความสําคัญ
1. งิ้วเป็นไม้เนื้ออ่อนและมีลักษณะไม่โดดเด่น              
2. คนไทยในอดีตนิยมปลูกต้นงิ้วเพื่อใช้ประโยชน์
3. เส้นใยจากต้นงิ้วนํามาใช้ยัดหมอนและที่นอน           
4. ปัจจุบันต้นงิ้วมีจํานวนน้อยมาก
5. คนไทยในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักต้นงิ้ว

ดูคำตอบ
ข้อ 5

ตัวอย่างที่ 5

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถาม
น้ำตาลมะพร้าว เดิมผลิตกันมากในเมืองสามสมุทร คือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม แต่ทุกวันนี้มีการผลิตเป็นล่ำเป็นสันอยู่ที่สมุทรสงคราม สาเหตุที่มีการผลิตน้ำตาลมะพร้าวมาก เพราะมีมะพร้าวขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เรียกว่าหาอยู่หากินกันตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
29. ข้อใดคือสาระสําคัญ
1. แหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าว                                    
2. วิถีชีวิตของชาวเมืองสามสมุทร
3. ประวัติการผลิตน้ำตาลมะพร้าว                                         
4. ความหมายของชื่อเมืองสามสมุทร
5. ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตน้ำตาลมะพร้าว

ดูคำตอบ
ข้อ 1

จากตัวอย่างที่ 4 และตัวอย่างที่ 5  คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองข้อเป็นการอ่านจับใจความเหมือนกันแต่มีการหลากคำ โดยใช้ทั้งคำว่า “ใจความสำคัญ” และ “สาระสำคัญ” ซึ่งมองว่าสาระสำคัญนั้นควรตอบเป็นรูปประโยคที่สมบูรณ์ ไม่ควรตอบเป็นคำหรือกลุ่มคำ เนื่องจากการให้ตอบเป็นคำหรือกลุ่มคำนั้นอาจเป็นการเพียงการอ่านจับประเด็น โดยการสรุปสาระสำคัญนั้น ผู้อ่านพึงจับประเด็นหรือใจความสำคัญก่อน แล้วนำมาประมวลเป็นสาระสำคัญของเรื่อง หากพิจารณาในตัวอย่างที่ 5 จะเหมาะกับการถามหาใจความสำคัญ เพราะจะเห็นได้ชัดเป็นการนำเสนอใจความว่าแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าวแหล่งใหญ่อยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีส่วนพลความคือการบอกว่าแต่ก่อนเป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่ผลิตมาก และข้อมูลที่บอกว่าเป็นจังหวัดที่มีมะพร้าวขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เช่นเดียวกับข้อ 28 ในตัวอย่างที่ 4 ที่ใจความสำคัญอยู่ที่การบอกว่าคนไทยในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักต้นงิ้ว

อีกประการหนึ่ง คณะผู้วิจัยเห็นว่าบทอ่านที่ใช้ในข้อสอบมีขนาดสั้นเกินไป อาจไม่สามารถวัดทักษะการอ่านของผู้เข้าสอบได้จริง เนื่องจากใจความสำคัญหรือสาระสำคัญปรากฏค่อนข้างชัดเจนทั้งในตำแหน่งต้น กลาง หรือท้ายย่อหน้า และจากการที่ข้อความมีขนาดสั้นนั้น ผู้เข้าสอบอาจคาดเดาคำตอบได้จากจำนวนประโยคที่ปรากฏในข้อความ ดังนั้น หากเป็นการอ่านจับใจความนั้นควรเพิ่มขนาดข้อความให้ยาวมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวัดทักษะการอ่านจับใจความได้ นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้ว การอ่านจับใจความสำคัญยังถามในรูปแบบของการหา “ข้อคิด” ที่ได้รับจากบทอ่าน ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างที่ 6

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถาม
การทํางานเหมือนกับการทําอาหาร ต่อให้ได้สูตรอาหารมาจากไหน จากร้านอาหารสุดอร่อย หรือคู่มือของแม่หรือครัวดัง ๆ แต่พอมาถึงหน้าเตาแล้ว ทุกอย่างต้องใช้ประสบการณ์และการแก้ไขปัญหาหน้าเตา แค่สูตรบอกว่าใช้ไฟกลาง 2 นาที กลางแค่ไหน จะวัดเปลวไฟอย่างไรว่า “กลาง” ตรงกับแม่ครัวเจ้าของสูตร บางทีไฟกลางของเราอาจจะแรงกว่า เวลาที่ใช้จึงต้องปรับให้เหมาะสม อาจจะต่ำกว่า 2 นาทีนิดหน่อย เพราะถ้าใช้เวลาถึง 2 นาทีตามสูตรอาหารอาจจะไหม้ได้
35. ข้อใดเป็นข้อคิดสําคัญ
1. การทํางานต้องรอบคอบ                                       
2. การทํางานต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่
3. การทํางานต้องอาศัยการเรียนรู้                                         
4. การทํางานต้องมีหลักการอย่างชัดเจน
5. การทํางานต้องอาศัยประสบการณ์

ดูคำตอบ
ข้อ 5

ตัวอย่างข้างต้นนี้ คณะผู้วิจัยเห็นว่าเป็นการอ่านจับใจความเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้อ่านอาจสังเกตได้จากคำสำคัญ คือการใช้ประสบการณ์และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม ในข้อสอบได้มีการหลากคำมาใช้คำว่า “ข้อคิดสำคัญ” ซึ่งอาจเป็นเพราะบทอ่านมีเนื้อหาที่เป็นการแนะนำสั่งสอน ข้อสอบฉบับนี้จึงมีการใช้คำทั้ง “ใจความสำคัญ” “สาระสำคัญ” และ “ข้อคิดสำคัญ” ซึ่งผู้วิจัยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การใช้คำที่หลากหลายนั้นจะเป็นประโยชน์กับสอบวัดระดับทักษะมากน้อยเพียงใด และมีนัยยะสำคัญต่อการทดสอบ รวมทั้งการเรียนการสอนในชั้นเรียนหรือไม่ เพราะในข้อสอบฉบับนี้มีข้อสอบที่นำพระบรมราโชวาทมาออกข้อสอบ แต่ในคำถามกลับใช้ในลักษณะการสรุปสาระสำคัญ ดังตัวอย่าง

ตัวอย่างที่ 7

จงฟังข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถาม ข้อ 41-42
“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจําเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบการปิดทองหลังพระกันนักเพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”
(พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สําเร็จการศึกษา
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
41. สารข้างต้นเป็นสารประเภทใด
1. สารให้ความรู้                 2. สารโน้มน้าวใจ                        3. สารจรรโลงใจ  
4. สารให้ข้อเท็จจริง           5. สารให้คําตักเตือน

ดูคำตอบ
ข้อ 3

42. ข้อความข้างต้นสรุปได้ว่าอย่างไร
1. การทํางานต้องทําอย่างบริสุทธิ์ใจ                      2. การทํางานต้องทําอย่างอดทน
3. การทํางานต้องทําอย่างเสียสละ                         4. การทํางานต้องทําอย่างรอบคอบ
5. การทํางานต้องทําอย่างทุ่มเท

ดูคำตอบ
ข้อ 1

ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าอาจปรับการใช้คำในคำถามให้มีความสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น และควรมีการแบ่งประเภทของบทอ่านให้ชัดเจน อย่างเช่นการพิจารณาบทอ่านที่มีเนื้อหาแนะนำสั่งสอน ก็ควรใช้คำในโจทย์ให้เหมือนกันตลอดทั้งฉบับ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์และเอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง