จากการศึกษาลักษณะของข้อสอบ O-NET, A-Level และ PISA ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด คณะผู้วิจัยสามารถสรุปความเหมือนและความแตกต่างของสามารถด้านการอ่านหรือตัวชี้วัดที่พบในข้อสอบทั้งสามประเภทได้ดังนี้
| O-NET และ A-Level | PISA 2018 |
| ความคล่องในการอ่าน | |
| สามารถคาดคะเนเหตุการณ์จากบริบท/รู้ผังความคิด | การเข้าถึงและค้นสาระข้อสนเทศที่อยู่ในบทอ่าน |
| การค้นหาและเลือกบทอ่านที่เกี่ยวข้อง | |
| ใช้คำ/โวหารได้ถูกต้องตรงตามความหมาย รู้ความหมายตรงของคำ รู้ความหมายโดยนัยของคำ | การแสดงถึงความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทอ่าน |
| จับใจความสำคัญของเรื่อง สรุปข้อมูลจากการอ่านตาราง รู้สาระหลัก/ประเด็นของเรื่อง รู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน รู้จุดประสงค์ของผู้เขียน อนุมาน ตีความลักษณะนิสัยของตัวละคร รู้กรอบแนวคิดของเรื่อง | การบูรณาการและลงข้อสรุปจากข้อสนเทศหลาย ๆ ส่วนที่อยู่ในบทอ่าน |
| วิเคราะห์/ให้เหตุผลความน่าเชื่อถือของบทอ่าน | การประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือ |
| ระบุข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น วิเคราะห์กลวิธีในการเขียน ประเมินความถูกต้องของข้อมูล วิเคราะห์คุณค่าที่ได้จากเรื่อง | การสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่อ่านได้อย่างมีวิจารณญาณ |
| การตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งนั้น | |
| สังเคราะห์ข้อคิดและประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง |
จากตาราง จะเห็นว่าในภาพรวม ตัวชี้วัดที่พบในข้อสอบ O-NET และ A-Level กับกระบวนการอ่านที่วัดของข้อสอบ PISA มีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก แม้จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป แต่เมื่อดูในรายละเอียดเนื้อหาข้อสอบแล้วพบว่าเป็นการวัดความสามารถด้านการอ่านประเภทเดียวกัน จะมีบางส่วนเท่านั้นที่ไม่พบในข้อสอบ O-NET และ A-Level แต่พบในข้อสอบ PISA คือ การวัดความคล่องในการอ่าน และการค้นหาและเลือกบทอ่านที่เกี่ยวข้อง และมีหนึ่งตัวชี้วัดเท่านั้นที่พบในข้อสอบ O-NET แต่ไม่พบในข้อสอบ PISA คือ สังเคราะห์ข้อคิดและประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมตัวชี้วัดข้อสอบข้างต้นจะดูไม่แตกต่างกันนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากนักเรียนทำข้อสอบ O-NET, A-Level ได้ดีแล้วจะทำข้อสอบ PISA ได้ดีด้วยเสมอ เพราะเมื่อพิจารณารายละเอียดจะพบความต่างในหลายประเด็น ประเด็นแรก ข้อสอบ PISA ยังใช้ข้อความเรียกกระบวนการอ่านที่ต้องการวัดอย่างสม่ำเสมอและให้คำอธิบายได้ชัดเจนมากกว่าตัวชี้วัดของ O-NET และ A-Level ซึ่งเขียนเป็นข้อความสั้น ๆ และใช้คำเรียกที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอในแต่ละระดับชั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของผู้สอนและผู้สร้างข้อสอบ ทำให้อาจเลือกบทอ่านมาสอนหรือออกข้อสอบ รวมถึงตั้งคำถามและตัวเลือกคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาของตัวชี้วัดได้
ในด้านรูปแบบบทอ่านที่ใช้ทดสอบข้อสอบ O-NET และ A-Level กับ PISA มีประเด็นแตกต่างกันในเรื่องของแหล่งข้อมูลและรูปแบบบทอ่านที่ใช้ทดสอบค่อนข้างมาก มีรายละเอียดดังนี้
- ข้อสอบ O-NET และ A-Level มีลักษณะข้อสอบที่แต่ละข้อเป็นอิสระจากกัน คือ บทอ่าน 1 บท จะใช้สำหรับถามคำถามเพียง 1 ข้อเท่านั้น มีบางส่วนเท่านั้นที่ถาม 2 ข้อ ทำให้บทอ่านที่นำมาใช้เป็นเพียงบทอ่านสั้น ๆ ไม่เกิน 1 ย่อหน้า นอกจากนี้ ยังมีการนำบทประพันธ์ที่เป็นร้อยกรองมาใช้ด้วย ซึ่งต่างจากข้อสอบ PISA ที่ข้อสอบมีลักษณะเป็นกลุ่มข้อสอบ กล่าวคือ บทอ่าน 1 เรื่อง สามารถใช้ถามคำถามได้มากกว่า 1 ข้อ (พบว่ามี 4 ข้อขึ้นไปถึง 7 ข้อ) และบทอ่านที่ใช้จะยาวมากกว่า 1 ย่อหน้า และไม่พบว่ามีการใช้บทร้อยกรอง
การที่บทอ่านสำหรับถามคำถามที่ความสั้นยาวต่างกัน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความยากง่ายของข้อสอบ เพราะบทอ่านที่มีขนาดยาว ผู้อ่านย่อมต้องใช้ความสามารถในการอ่านที่สูงกว่าเพื่อหาคำตอบที่ต้องการ ทำให้เมื่อพิจารณาดูแล้ว ข้อสอบ O-NET และ A-Level จึงไม่ยากเท่ากับข้อสอบ PISA เพราะบทอ่านไม่มีความซับซ้อนเท่า ไม่ได้กระตุ้นให้ผู้สอบใช้ความสามารถด้านการอ่านที่สูงขึ้นจากการอ่านบทอ่านขนาดยาวและซับซ้อน แม้จะบอกว่าวัดตัวชี้วัด/กระบวนการอ่านเดียวกันก็ตาม - ข้อสอบ PISA มีการให้บทอ่านมากกว่า 1 แหล่ง เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการตอบคำถามข้อสอบ ซึ่งเป็นการวัดกระบวนการอ่านด้าน การค้นหาและเลือกบทอ่านที่เกี่ยวข้อง และการตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งนั้น ซึ่งเป็นกระบวนการอ่านที่จำเป็นและใช้ในชีวิตจริงซึ่งไม่พบในข้อสอบ O-NET และ A-Level
- บทอ่านที่ข้อสอบ PISA ใช้ทำข้อสอบมีความหลากหลายของเนื้อหาและรูปแบบเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความ authentic สูง และทันสมัย เช่น ใช้กระทู้สนทนาออนไลน์ แผนที่รถไฟฟ้า บล็อกส่วนตัว บทวิจารณ์หนังสือความรู้วิทยาศาสตร์ บทละคร เป็นต้น ทำให้เนื้อหาข้อสอบมีความน่าสนใจ ตรงกับสถานการณ์การอ่านในชีวิตจริง วัดความสามารถได้หลากหลายและครอบคลุมกระบวนการอ่านที่ต้องการวัด แต่ข้อสอบ O-NET และ A-Level มักใช้เพียงบทอ่านให้ข้อมูลความรู้ หรือแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ และมักเป็นเรื่องทั่วไปเท่านั้น เช่น เรื่องสุขภาพ อาหาร สัตว์ นิทาน เป็นต้น ซึ่งทำให้เนื้อหาข้อสอบไม่มีความซับซ้อนและหลากหลายเท่าข้อสอบ PISA อย่างไรก็ดี คณะผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ข้อสอบ PISA จะมีเนื้อหาที่หลากหลายและน่าสนใจ แต่ก็มีลักษณะเนื้อหาที่อยู่ในบริบทเกี่ยวกับเรื่องในต่างประเทศ และใช้สำนวนภาษาที่มีโครงสร้างความซับซ้อน บางครั้งไม่ค่อยเป็นธรรมชาติและเข้าใจยาก ซึ่งอาจเกิดจากการแปลจากภาษาต่างประเทศมาเพื่อทำเป็นข้อสอบ
ตัวอย่างข้อสอบจากเรื่อง “ประชาธิปไตยในเอเธนส์”
จงพิจารณาเนื้อความต่อไปนี้ (ช่วงต้นในย่อหน้าสุดท้ายของตอนที่ 2) แล้วตอบคำถาม
“ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีสิ่งที่น่าเพลิดเพลินใจอีกมากมาย เกมการแข่งขันและการบวงสรวงที่เราเฉลิมฉลองกันตลอดปี ความสง่างามของสถานที่พักอาศัยส่วนตัวของพวกเรา ซึ่งสร้างความพึงพอใจในแต่ละวันและช่วยกำจัดความวิตกกังวลต่าง ๆ ออกไป”
ข้อใดเป็นการสรุปเนื้อความข้างต้นที่ดีที่สุด
1. ระบอบการปกครองในเอเธนส์อนุญาตให้ทุกคนสร้างกฎหมายได้
2. ความบันเทิงและความงามเป็นสิ่งดีส่วนหนึ่งของชีวิตที่คุณจะพบได้ในเอเธนส์
3. ชาวเอเธนส์ใช้ชีวิตหรูหราเกินไปและไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างจริงจังได้
4. ชีวิตทั้งส่วนที่เป็นสาธารณะและส่วนตัวถือว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
จากตัวอย่างข้างต้น และเห็นได้ว่า มีบางข้อความที่ใช้คำภาษาไทยที่ไม่เหมาะกับบริบท หรือมีสำนวนภาษาต่างประเทศ ดังนี้
- การบวงสรวงที่เราเฉลิมฉลองกันตลอดป (น่าจะแก้จาก “การบวงสรวงที่เราเฉลิมฉลองกัน” เป็น “การบวงสรวงที่เราจัดขึ้น”)
- ความสง่างามของสถานที่พักอาศัยสวนตัว…..ซึ่งสรางความพึงพอใจในแตละวัน (น่าจะแก้จาก “สรางความพึงพอใจในแตละวัน” เป็น “ทำให้รู้สึกพึงพอใจในทุก ๆ วัน”)
- ระบอบการปกครองในเอเธนสอนุญาตใหทุกคนสรางกฎหมายได้ (น่าจะแก้จาก “ระบอบการปกครองในเอเธนสอนุญาตใหทุกคนสรางกฎหมายได้” เป็น “ระบอบการปกครองในเอเธนสอนุญาตให้คนออกกฎหมายได้”)