อ่านตีความ

ความหมาย

การอ่านตีความ เป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจสารของผู้เขียนที่แฝงอยู่ในบทอ่าน เป็นการทำความเข้าใจความหมายโดยนัยที่ไม่ได้สื่อความตรงตามรูปอักษร (Non-Literal meaning)  เป็นการตีความด้านคำศัพท์ วลี เนื้อหา เจตนาหรือน้ำเสียงของผู้เขียน โดยอาศัยการพิจารณาจากรูปภาษาหรือกลวิธีทางภาษาที่ใช้

ลักษณะของบทอ่าน

บทอ่านหรือข้อความที่มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น แฝงการเปรียบเปรย มีการใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์ สำนวน และกลวิธีทางวาทศิลป์

ความสามารถที่วัด

การอ่านตีความประกอบด้วยความสามารถที่วัด ได้แก่

ก) เข้าใจความหมายโดยนัยของคำที่ผู้เขียนใช้ (Non-Literal meaning)

  • ระดับต้น: คำ/สำนวนที่ใช้ทั่วไปและมีความหมายสัมพันธ์กับความหมายตรงของคำนั้น เช่น เก้าอี้ = ตำแหน่ง
  • ระดับกลาง: คำ/สำนวนที่อยู่ในแวดวงที่เฉพาะมากขึ้น เช่น ประเด็นในสังคม สัญลักษณ์ที่อยู่ในบทอ่านใดก็ยังคงหมายความแบบนั้น เช่น สีขาว = ความดี, สีดำ = ความชั่ว, ดอกไม้ = ผู้หญิง
  • ระดับสูง: สัญลักษณ์ต่าง ๆ และบริบทแวดล้อมอื่น ๆ ในเชิงสังคมหรือเหตุการณ์บ้านเมืองที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม หรือสัญลักษณ์เฉพาะในความหมายของผู้เขียน เช่น ดอกไม้ = ความหวังดีประสงค์ร้าย (ขึ้นกับบริบท)-  

ข) เข้าใจเจตนาของผู้เขียนทั้งทางตรงและทางอ้อม 

  • วัจนกรรมตรง (direct speech act) คือความหมายที่เป็นเจตนาของผู้พูดซึ่งสอดคล้องกับความหมายประจำรูปประโยค ได้แก่ บอกเล่า ปฏิเสธ คำสั่ง คำถาม
  • วัจนกรรมอ้อม (indirect speech act) คือความหมายที่เป็นเจตนาของผู้พูดซึ่งไม่สอดคล้องกับความหมายประจำรูปของประโยค เช่น ห้องนี้ร้อนจัง (ผู้พูดเจตนาให้ผู้ฟังเปิดแอร์หรือพัดลม)

ระดับความยาก:

  • ระดับต้น: เข้าใจเจตนาที่เป็นวัจนกรรมตรง
  • ระดับกลาง: เข้าใจเจตนาทั้งวัจนกรรมตรงและวัจนกรรมอ้อม
  • ระดับสูง: เข้าใจเจตนาที่ต้องอาศัยบริบทในเชิงสังคมและวัฒนธรรมเพื่อทำความเข้าใจ

ค) เข้าใจอารมณ์ความรู้สึก/น้ำเสียงของผู้เขียน เช่น เหน็บแนม ต่อว่า ประชดประชัน น้ำเสียง (mood & tone infer)

  • ระดับต้น: ตีความจากรูปภาษาที่ชัดเจน เช่น อุปลักษณ์ อุปมา
  • ระดับกลาง: ตีความจากข้อความหรือบริบทแวดล้อมในบทอ่าน
  • ระดับสูง: ตีความโดยอาศัยความรู้เชิงสังคมและวัฒนธรรมในตัวบทประกอบกับความเข้าใจสัญลักษณ์ที่ผู้เขียนใช้  

การตีความสารของผู้เขียน อาจพิจารณาได้จากแนวทางต่อไปนี้

  1. ประเภทของสาร         บทอ่านหรือข้อความที่มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นซึ่งแฝงการเปรียบเปรย
  2. เจตนาในการส่งสาร    เจตนาของผู้เขียนทั้งทางตรงและทางอ้อม อารมณ์ความรู้สึก/น้ำเสียง/ทัศนคติของผู้เขียนผ่านการใช้ภาษาได้
  3. การใช้ถ้อยคำหรือกลวิธีทางภาษา เช่น
  • อุปลักษณ์ (metaphor) คือ เป็นการเปรียบเทียบของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกับการเปรียบเทียบแบบอุปมาแต่จะเปรียบลึกยิ่งโดยไม่ใช้คำเชื่อม เช่น  “เจ้าหล่อนเปรี้ยว”
    หากพิจารณาแบบอุปมาประโยคนี้เปรียบเทียบของสองสิ่งคือ ผู้หญิงคนหนึ่ง กับ รสชาติความเปรี้ยวเพียงด้านเดียว เพราะรสชาติความเปรี้ยวอาจมีคุณสมบัติอย่างอื่นอีกนอกจากความเปรี้ยว เช่น รสชาติที่จัดจ้าน ถ้าหากพิจารณาแบบอุปลักษณอาจหมายถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบแต่งตัว หรือมีบุคลิกที่จัดจ้านเหมือนกับรสเปรี้ยว
  • บุคลาธิษฐาน (personification) คือ การเปรียบเทียบด้วยการสมมติให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตหรือสิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่คนแสดงกิริยาอาการ อารมณ์ หรือความรู้สึกนึกคิดเหมือนคน
  • นามนัย (metonymy) คือ การเลือกสรรคําหรือวลีที่เหมาะสมซึ่งบ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด บางครั้งเรียกว่าการตั้งสมญานาม เช่น มีดโกนอาบน้ำผึ้ง
  • อติพจน์ (hyperbole) คือ การพูดเกินความจริงไปในทางมากหรือน้อยหรือทั้งสองอย่าง เพื่อตอกย้ำหรือเน้นอารมณ์ ความรู้สึก หรือการกระทำ เช่น คิดถึงใจจะขาด คอแห้งเป็นผง ร้องไห้จนน้าตาท่วมโลก ร้อนจนตับจะแตก เช่น “ฉันค้นหาเธอแทบพลิกแผ่นดิน”
  • ปฎิพจน์ (oxymoron) คือ การนําถ้อยคําที่มีความหมายตรงกันข้ามมาควบเข้าไว้ด้วยกัน ทําให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังรู้สึกในขั้นต้นว่าเป็นไปไม่ได้ ต่อเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปจึงจะเข้าใจความหมายแท้จริงของถ้อยคําเหล่านั้น เช่น เกลือหวาน  ไฟเย็น
  • อุปมานิทัศน์ (allegory) คือ เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะพิเศษ มีความหมาย 2 นัย ความหมายแรกเป็นความหมายพื้นผิว ความหมายที่สองเป็นความหมายลึก ซึ่งอาจเกี่ยวกับศีลธรรม ศาสนา การเมืองสังคมหรือการเสียดสี เช่น “เมืองแห่งการทําลาย” เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นลักษณะของเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเสียหาย ความสกปรก การต่อสู้แย่งชิง มลพิษและสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี จนมีลักษณะเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่ จึงเปรียบเป็นว่า “เมืองแห่งการทําลาย” ซึ่งเป็นเรื่องที่สมมติขึ้นไม่มีอยู่จริง
  • ปฏิทรรศน์ (paradox) / ปฏิภาคพจน์  เป็นการนําคําที่มีความหมายขัดแย้งกันมาวางไว้ใกล้กัน ดูผิวเผินแล้วจะขัดแย้งกันเองหรือไม่น่าเป็นไปได้ แต่ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่าเป็นไปได้
    เช่น ไม่มีวิธีใดที่จะทําให้ตัวเองต่ำลงได้เท่ากับวิธียกตัวเองขึ้นมา  ศัตรูคือยาชูกําลัง  ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า
  • การแฝงนัย (irony) คือ การพูดตรงข้ามกับความหมายเพื่อเป็นการปรามาส เช่น เขาเป็นคนดีวิเศษเหลือเกิน คําว่า “วิเศษเหลือเกิน” เป็นการปรามาสว่า เขาคนนี้อาจจะไม่เป็นคนดีอย่างที่เข้าใจกันก็ได้
  • สัญลักษณ์ (symbol) คือการนําคําที่มีความหมายหนึ่งสมมติขึ้นแทนสภาพหรือสิ่งต่าง ๆ เพื่อแนะให้คิดตามความหมายอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เช่น
    ดอกไม้ แทน ผู้หญิง
    สีขาว แทน ความดีงาม ความบริสุทธิ์                  
    นกพิราบ แทน เสรีภาพ สันติภาพ

วิธีการอ่าน

ก) อ่านเรื่องให้ละเอียดโดยพยายามจับประเด็นสำคัญของเรื่องให้ได้

ข) หาเหตุผลอย่างรอบคอบเพื่อพิจารณาว่ามีความหมายถึงสิ่งใด

ค) ทำความเข้าใจกับถ้อยคำที่ได้จากการตีความ

ตัวอย่าง

การร่วงหล่นของใบไม้

ในเช้าฤดูใบไม้ร่วงเสียงลมพัดกระทบต้นไม้ใหญ่ ปลิดใบที่เคยเขียวสดให้ร่วงลงสู่ผืนดิน ใบไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยแนบแน่นอยู่กับกิ่งก้านที่มั่นคง บัดนี้ถูกปล่อยให้ลอยละล่องไร้ทิศทาง

ฉันยืนมองใบไม้เหล่านั้นด้วยความสงสัย มันรู้หรือไม่ว่าการร่วงหล่นครั้งนี้คือจุดจบ หรืออาจเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่? บางใบถูกพัดหายไปกับลม บางใบหล่นลงสู่ผืนดินรอวันผุพังกลายเป็นปุ๋ย ฉันสงสัยว่าใบไม้เลือกเส้นทางของมันเองได้หรือไม่ หรือทั้งหมดเป็นเพียงโชคชะตา?

ลมยังคงพัดแรง ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้า ฝุ่นละอองเล็ก ๆ ฟุ้งกระจายราวกับกำลังเต้นรำ ไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้ นอกจากฉัน

เมื่อเวลาผ่านไปดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองอาบไล้ผืนดินที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วงหล่น แม้จะดูเหมือนว่างเปล่า แต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงชีวิตที่กำลังเริ่มต้นใหม่ ผืนดินที่รองรับใบไม้เหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งอาหารให้กับรากไม้ และฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง ต้นไม้จะผลิใบอ่อนอีกครั้ง

ฉันก้มลงเก็บใบไม้ใบหนึ่งขึ้นมา มันบางและแห้งกรอบ แต่เต็มไปด้วยร่องรอยของเวลา ฉันเก็บมันไว้ในมือราวกับต้องการรักษาช่วงเวลานี้ไว้ แม้ว่าใบไม้นี้จะไม่สามารถหวนคืนสู่กิ่งไม้เดิมได้ แต่ฉันก็เชื่อว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เสียงลมพัดผ่านอีกครั้ง ฉันหลับตาและปล่อยให้ใบไม้หลุดมือ มันลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น ทิ้งความรู้สึกหนึ่งไว้ในใจ การสิ้นสุดนั้นไม่ได้หมายถึงจุดจบ หากแต่เป็นบทหนึ่งในวงจรชีวิตที่ยังคงดำเนินต่อไป

คำถาม

1. คำว่า “ใบไม้” ในบทความนี้สามารถเปรียบได้กับสิ่งใด?

ดูคำตอบ
ชีวิต / สิ่งต่าง ๆ ที่มีวัฏจักรตามธรรมชาติ

2. จากบทอ่าน ผู้เขียนมีเจตนาอย่างไร

ดูคำตอบ
ให้ข้อคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีวัฏจักรหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

3. จากบทอ่าน ตัวละคร “ฉัน” มีความรู้สึกอย่างไร

ดูคำตอบ
รู้สึกเข้าใจชีวิต /เข้าใจสัจธรรม /เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ

จากตัวอย่างคำถามข้อ 1 ว่า “ใบไม้” ในบทความนี้สามารถเปรียบได้กับสิ่งใด? จัดเป็นการวัดความสามารถการอ่านตีความในลักษณะการเข้าใจความหมายโดยนัยของคำที่ผู้เขียนใช้ (Non-Literal meaning) เพราะผู้อ่านต้องอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจสารที่ผู้เขียนแฝงอยู่ในบทอ่านก่อนจึงจะตอบคำถามได้ว่า  ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงใบไม้ในความหมายตรงที่หมายถึง ส่วนของพืชที่มีหน้าที่หายใจ คายนํ้า เก็บอาหาร สืบพันธุ์ แต่เป็นการใช้บุคลาธิษฐานโดยการนำสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มาแสดงกริยาอาการเหมือนมนุษย์ ตามที่ปรากฏข้อความที่ขีดเส้นใต้ในย่อหน้าที่ 2 ว่า

“ฉันยืนมองใบไม้เหล่านั้นด้วยความสงสัย มันรู้หรือไม่ว่า การร่วงหล่นครั้งนี้คือจุดจบ หรืออาจเป็นเพียงการเริ่มต้นใหม่? บางใบถูกพัดหายไปกับลม บางใบหล่นลงสู่ผืนดินรอวันผุพังกลายเป็นปุ๋ย ฉันสงสัยว่า ใบไม้เลือกเส้นทางของมันเองได้หรือไม่ หรือทั้งหมดเป็นเพียงโชคชะตา?”

ดังนั้น “ใบไม้” ในบริบทนี้จึงหมายถึง ชีวิต หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่มีวัฏจักรตามธรรมชาติ คำว่า “ใบไม้” ในที่นี้อาจเปรียบได้กับชีวิตมนุษย์หรือสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เช่น ชีวิตคนที่ต้องมีการเกิด การดำเนินชีวิต และการตาย การหลุดร่วงของใบไม้เป็นสัญลักษณ์ของการจากลา การเปลี่ยนผ่าน หรือวัฏจักรชีวิตที่ไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่ง

ส่วนตัวอย่างข้อ 2 เป็นการวัดความสามารถการอ่านตีความ ในลักษณะการเข้าใจเจตนาของผู้เขียน ผู้อ่านต้องอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจเจตนาของผู้เขียน โดยอาจพิจารณาจากเนื้อหาและกลวิธีการใช้ภาษา หากพิจารณาตามความหมายประจำรูปประโยคอาจดูเหมือนเป็นการเล่าเรื่องราวตัวละครหนึ่งที่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของใบไม้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาทั้งบทอ่านพบว่า ผู้เขียนมีเจตนาอื่นนอกเหนือจากการเล่าเรื่อง คือต้องการให้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตและสิ่งต่าง ๆ ว่า ทุกสิ่งล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลง มีจุดเริ่มต้น มีจุดสิ้นสุด แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีคุณค่าหรือมีประโยชน์ในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ สังเกตได้จากการใช้ภาษาของผู้เขียน ในย่อหน้าสุดท้ายที่กล่าวถึงใบไม้ที่ร่วงหล่นแต่ทิ้งความรู้สึกไว้ในใจตัวละครว่า “…การสิ้นสุดนั้นไม่ได้หมายถึงจุดจบ หากแต่เป็นบทหนึ่งในวงจรชีวิตที่ยังคงดำเนินต่อไป”

จากตัวอย่างคำถามในข้อ 3 ที่ต้องการทราบว่าตัวละคร “ฉัน” ในเรื่องมีความรู้สึกอย่างไร จัดเป็นการวัดความสามารถการอ่านตีความในลักษณะการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก/น้ำเสียงของผู้เขียน (mood & tone infer)  ผู้อ่านจำเป็นต้องอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร รวมถึงทำความเข้าใจความหมายของคำที่สื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เช่น “ปลิดใบ” “ร่วงหล่น” “การเริ่มต้นใหม่” “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” “ผลิใบ” “การสิ้นสุด” “จุดจบ” “ชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป” เป็นต้น จึงจะเข้าใจว่า ตัวละคร “ฉัน” ในบทอ่านนี้รู้สึกเข้าใจชีวิต /เข้าใจสัจธรรม /เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง