อ่านจับใจความ

ความหมาย

การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านที่สามารถสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน สามารถเชื่อมโยงและคาดคะเนคำศัพท์หรือเนื้อความในเรื่องที่อ่าน หลักสำคัญของการอ่านจับใจความคือการแยกใจความ (ข้อความสำคัญที่สุด) ออกจากพลความ (ข้อความประกอบ)

การอ่านจับใจความประกอบด้วยความสามารถที่วัด ได้แก่

1) จับประเด็นของย่อหน้า (topic)

ประเด็นคือวลีหรือกลุ่มคำที่เป็นส่วนสำคัญของย่อหน้า ผู้อ่านต้องสามารถบอกได้ว่าย่อหน้านี้กล่าวถึงเรื่องอะไร

  • ระดับต้น: ปรากฏประเด็นชัดเจนหรือมีคำบ่งชี้ที่แสดงประเด็นชัดเจนในตัวบท
  • ระดับกลาง: ปรากฏคำหรือข้อความที่แสดงให้เห็นประเด็นชัดเจนแต่ต้องอาศัยการรวบรวมจากหลายจุดในย่อหน้า
  • ระดับสูง: ไม่ปรากฏคำหรือข้อความที่แสดงประเด็นชัดเจน ต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ หรืออนุมานเพิ่มเติม-  

2) จับใจความ (main idea)

ใจความคือประโยคที่เป็นใจความสำคัญ ครอบคลุมเนื้อหาของย่อหน้า ผู้อ่านต้องสามารถแยกแยะใจความออกจากข้อความอื่น ๆ ได้

3) จับพลความ (supporting idea)

จับพลความของย่อหน้าที่อ่านได้ (Supporting idea) โดยพลความคือข้อความที่มาสนับสนุนใจความสำคัญของย่อหน้า ผู้อ่านต้องสามารถแยกใจความและพลความของย่อหน้าได้

4) ประมวลข้อมูล

การประมวลข้อมูลคือการที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาและบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ อาจเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการเปรียบเทียบ สาเหตุและผลลัพธ์ ตลอดจนลำดับของเหตุการณ์หรือขั้นตอนต่าง ๆ

5) อ้างถึง (refer)

อ้างถึงคือการที่ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงคำหรือข้อความกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วในเนื้อเรื่องได้ เช่น สรรพนามที่อ้างถึงคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานการณ์

6) ความคิดรวบยอด (gist/core/theme/central idea)

ความคิดรวบยอดคือประเด็นหรือใจความของทั้งเรื่อง ผู้อ่านสามารถบอกได้ว่าเรื่องที่อ่านกล่าวถึงอะไร อาจเป็นวลีหรือประโยคก็ได้

วิธีการอ่านจับใจความ มีขั้นตอนพื้นฐานดังนี้

ก) สังเกตส่วนประกอบของงานเขียน เช่น ชื่อเรื่อง คำนำวัตถุประสงค์ ของผู้เขียนว่าเป็นงานเกี่ยวกับอะไร และเขียนเพื่ออะไร

ข) วิเคราะห์จุดมุ่งหมายงานเขียนว่าเขียนด้วยวัตถุประสงค์ใด

ค) ใช้การตั้งคำถามกว้าง ๆ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และทำไม เพื่อหาความสัมพันธ์ในการดำเนินเรื่อง

ตัวอย่าง

อาหารเช้าจัดเป็นมื้อสำคัญที่สุด เพราะร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ การกินมื้อเช้าสำหรับในเด็กวัยเรียนจะทำให้มีสมาธิในการเรียนและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง ในวัยทำงานจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และกระฉับกระเฉงในการทำงานมากขึ้น จากการสำรวจเด็กอายุ 6-11 ปี ร้อยละ 30 และเด็กอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 52 ไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า การไม่กินอาหารเช้าหรือกินอาหารเบา ๆ แค่ขนมปังหรือกาแฟ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ควร ซึ่งในระยะสั้นอาจไม่รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อร่างกาย แต่ในระยะยาวจะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้อย่างแน่นอน
คำถาม
1. ข้อความข้างต้นกล่าวถึงเรื่องอะไร

ดูคำตอบ
ความสำคัญของการรับประทานมื้อเช้า

2. ใจความสำคัญของบทอ่านนี้คืออะไร
ดูคำตอบ
อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สด

3. พลความของบทอ่านนี้คืออะไร
ดูคำตอบ
ร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเวลาอื่น

ตัวอย่างคำถามในข้อ 1 เป็นการวัดความสามารถการอ่านจับใจความ ในลักษณะการจับประเด็นของย่อหน้า (topic) เพราะคำถามถามว่า ข้อความที่ปรากฏนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้อ่านจะตอบคำถามนี้ได้ ก็ต่อเมื่ออ่านข้อความทั้งหมดในย่อหน้าแล้วจึงประมวลหรือสรุปว่าข้อความดังกล่าวนั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร

ประเด็นของย่อหน้าข้างต้น คือ “ความสำคัญของการรับประทานมื้อเช้า” ส่วนข้อมูลอื่น ๆ ที่ปรากฏในย่อหน้าล้วนเป็นข้อมูลที่สนับสนุนความคิดที่ว่า การรับประทานอาหารมื้อเช้ามีความสำคัญอย่างไร อาทิ “การกินมื้อเช้าสำหรับในเด็กวัยเรียนจะทำให้มีสมาธิในการเรียนและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง” และ “ในวัยทำงานจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และกระฉับกระเฉงในการทำงานมากขึ้น”

ส่วนการวัดความสามารถการอ่านจับใจความ ในลักษณะการจับใจความ (main idea) ตามตัวอย่างข้อ 2 นั้น ผู้อ่านจะต้องอ่านข้อความทั้งหมดในย่อหน้า และพิจารณาว่าประโยคใจความสำคัญของย่อหน้าคืออะไร โดยในตัวอย่างข้างต้น ประโยคใจความสำคัญปรากฏชัดเจนในตำแหน่งต้นย่อหน้า นั่นก็คือ “อาหารเช้าจัดเป็นมื้อสำคัญที่สุด”

ฉะนั้น การพิจารณาใจความสำคัญของย่อหน้าคือการรู้ว่าส่วนใดเป็นใจความสำคัญ ส่วนใดเป็นพลความ  โดยยึดหลักการว่า ใจความสำคัญต้องสามารถคลุมเนื้อความหรือพลความในย่อหน้าได้ และอาจปรากฏให้เห็นเป็นประโยคชัดเจน แต่หากไม่ปรากฏเป็นประโยค ผู้อ่านต้องเรียบเรียงประโยคใจความสำคัญขึ้นเอง

ตัวอย่างคำถามในข้อ 3 เป็นการวัดความสามารถการอ่านจับใจความ ในลักษณะการจับพลความ (supporting idea) ผู้อ่านจะต้องอ่านข้อความทั้งหมดในย่อหน้าก่อน แล้วจึงพิจารณาว่า พลความหรือข้อความขยายของย่อหน้าคืออะไร

คำตอบของตัวอย่างคำถามข้อ 3 จะได้ว่า “ร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเช้ามากกว่าช่วงเวลา
อื่น ๆ การกินมื้อเช้าสำหรับในเด็กวัยเรียนจะทำให้มีสมาธิในการเรียนและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง ในวัยทำงานจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และกระฉับกระเฉงในการทำงานมากขึ้น จากการสำรวจเด็กอายุ 6-11 ปี ร้อยละ 30 และเด็กอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 52 ไม่รับประทานอาหารมื้อเช้า การไม่กินอาหารเช้าหรือกินอาหารเบา ๆ แค่ขนมปังหรือกาแฟ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ควร ซึ่งในระยะสั้นอาจไม่รู้สึกว่ามีผลกระทบต่อร่างกาย แต่ในระยะยาวจะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้อย่างแน่นอน” เป็นพลความ ดังนั้น การแยกแยะได้ว่าข้อความส่วนใดเป็นใจความสำคัญและข้อความส่วนใดเป็นพลความ ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านรู้ว่า ใจความสำคัญต้องสามารถคลุมเนื้อความหรือพลความในย่อหน้าได้ โดยอาจปรากฏเป็นประโยคชัดเจนหรืออาจไม่ปรากฏเป็นประโยคซึ่งผู้อ่านต้องเรียบเรียงประโยคใจความสำคัญขึ้นเอง ส่วนพลความนั้นจะทำหน้าที่สนับสนุนใจความสำคัญของย่อหน้าจึงไม่สามารถคลุมเนื้อความทั้งหมดในย่อหน้าได้