การทดลองการสอนอ่าน

การดำเนินการทดลองบทเรียนกับผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างได้ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) เพื่อประเมินความรู้ความสามารถของกลุ่มตัวอย่างในเบื้องต้น และได้กำหนดให้ทดลองเรียนบทเรียนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน แต่เนื่องด้วยการทดลองบทเรียนล่าช้ากว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ เนื่องด้วยการออกแบบการเรียนการสอนที่กลุ่มตัวอย่างต้องใช้เวลาค่อนข้างมากสำหรับการเรียนบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์และการทำแบบฝึกหัดท้ายหน่วย อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยได้ปรับและวางแผนงานร่วมกับครูผู้ควบคุมการทดลองบทเรียนโดยให้กลุ่มตัวอย่างทดลองบทเรียนให้แล้วเสร็จในช่วงปิดภาคเรียนที่กลุ่มตัวอย่างมีเวลาว่างและสะดวกมากกว่าตอนเปิดภาคเรียน

สำหรับการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้คัดเลือกโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างสำหรับงานวิจัยโดยอ้างอิงจากผลคะแนนจากการทดสอบการศึกษาระดับชาติพื้นฐาน (O-NET) วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 และจากเครือข่ายความร่วมมือของสถาบัน ทำให้ได้โรงเรียนที่ได้คะแนนอยู่ระดับกลุ่มกลาง จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จังหวัดนนทบุรี (จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 42 คน) และโรงเรียนสุรนารีวิทยา จังหวัดนครราชสีมา (จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 32 คน) รวมมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 74 คน

รายงานผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

ผู้วิจัยได้จัดให้มีการทดสอบแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) เป็นการทดสอบเพื่อประเมินพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่างว่ามีความรู้เรื่องการอ่านในแต่ละความสามารถมากน้อยเพียงใดไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านการอ่านจับรายละเอียด การอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านตีความ และการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการกำหนดรูปแบบและวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตรงตามความสามารถด้านการอ่านอย่างแท้จริง โดยกำหนด Test Specification ของแบบทดสอบสมรรถภาพการอ่านสำหรับผู้เรียนระดับกลาง (แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน)
ดังรายละเอียดต่อไปนี้

         รูปแบบข้อสอบ : เป็นการตอบคำถามจากบทอ่าน 4 บท รวม 39 ข้อ (45 คะแนน)

ข้อสอบแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นแบบปรนัย 34 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 34 คะแนน (แบบถูก-ผิด 2 ตัวเลือก และแบบ 4 ตัวเลือก) ส่วนที่สองเป็นแบบอัตนัย 5 ข้อ รวม 11 คะแนน (ตอบสั้นไม่เกิน 5 บรรทัด)

         เวลาในการทดสอบ : 1 ชั่วโมง (เวลาที่ใช้ทดสอบจริง 50 นาที หรือ 1 คาบเรียน)

การแบ่งน้ำหนักคะแนนความสามารถด้านการอ่านที่วัด :

ความสามารถที่วัดการอ่านจับรายละเอียดการอ่านจับใจความสำคัญการอ่านตีความการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
จำนวนข้อ91974
น้ำหนัก (ร้อยละ)23.0848.7217.9410.26

รายละเอียดของแบบทดสอบ

ประเภทบทอ่านจำนวนเรื่องความสามารถด้านการอ่านที่วัดจำนวนข้อคะแนน
บทอ่านให้ข้อมูล (Information) ความยาวไม่เกิน 1 หน้า (ปรนัย) 1รู้ตำแหน่งข้อมูลในบทอ่าน (จับรายละเอียด)514
ประมวล/สรุปข้อมูลจากบทอ่าน (จับใจความ)2
จับใจความ/ประเด็นจากบทอ่าน (จับใจความ)3
เข้าใจความหมายโดยนัยของข้อความในบทอ่าน (ตีความ)1
เข้าใจเจตนา/อารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน (ตีความ)2
 ประเมินความสมเหตุสมผล/วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของบทอ่าน (วิจารณญาณ)1
บทอ่านให้ข้อมูล (Information) และ
มีการแสดงทรรศนะ (
Argumentation) บางส่วน ความยาว 2 หน้า (ปรนัย) 
1รู้ตำแหน่งข้อมูลในบทอ่าน (จับรายละเอียด)415
จับใจความ/ประเด็นจากบทอ่าน (จับใจความ)5
ประมวล/สรุปข้อมูลจากบทอ่าน (จับใจความ)5
เข้าใจเจตนา/อารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน (ตีความ)1
บทอ่านแสดงทรรศนะ (Argumentation) ความยาว 1 หน้า (ปรนัย 5 ข้อ และอัตนัย 1 ข้อ)   1จับใจความ/ประเด็นจากบทอ่าน (จับใจความ)27
ประมวล/สรุปข้อมูลจากบทอ่าน (จับใจความ)1
เข้าใจความหมายโดยนัยของข้อความในบทอ่าน (ตีความ)1
เข้าใจเจตนา/อารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน (ตีความ)1
 ประเมินความสมเหตุสมผล/วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของบทอ่าน (วิจารณญาณ)1
บทอ่านแสดงทรรศนะ (Argumentation) ความยาว 2 หน้า (อัตนัย)1ประมวล/สรุปข้อมูลจากบทอ่าน (จับใจความ)19
เข้าใจเจตนา/อารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน (ตีความ)1
 ประเมินความสมเหตุสมผล/วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของบทอ่าน (วิจารณญาณ)2
รวม3945

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้เรียนได้ทดลองเรียนบทเรียนครบทั้ง 5 หน่วยการเรียนแล้ว ผู้วิจัยได้จัดให้มีการทดสอบหลังเรียน (Posttest) และได้ให้ผู้เรียนตอบแบบสอบถามและมีการสัมภาษณ์กลุ่มย่อยเพื่อนำข้อเสนอแนะจากผู้เรียนมาพัฒนาและปรับปรุงบทเรียนให้ดียิ่งขึ้นและตรงตามความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น

ผลการวิเคราะห์คะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ส่วนที่เป็นปรนัย

            การวิเคราะห์คะแนนในส่วนนี้มีคะแนนรวมทั้งสิ้น 34 คะแนน (จำนวน 34 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน) ใช้การหาค่าต่ำสุด สูงสุด และค่าเฉลี่ย ซึ่งผลคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นดังนี้

1 คะแนนในภาพรวม

            การทดสอบก่อนเรียนมีคะแนนส่วนปรนัย รวมทั้งสิ้น 34 คะแนน แบ่งเป็นคะแนนวัดความสามารถด้านการอ่านจับรายละเอียด 9 คะแนน ด้านการอ่านจับใจความสำคัญ 17 คะแนน ด้านการอ่านตีความ 6 คะแนน และด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ 2 คะแนน

            จากการทดสอบก่อนเรียนพบว่า กลุ่มตัวอย่างจากทั้งสองโรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 74 คน ได้คะแนนตั้งแต่ 11-23 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่ยที่ 18 คะแนน เมื่อพิจารณากลุ่มตัวอย่างที่ได้คะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย รายละเอียดปรากฏดังแผนภูมิต่อไปนี้

picture1

จากแผนภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ได้คะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ย (18-23 คะแนน) มีจำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 58.1 ส่วนใหญ่ได้คะแนน 20 คะแนน จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 27.9 รองลงมาคือ 21 และ 18 คะแนนซึ่งมีจำนวน 8 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 18.6

2. คะแนนความสามารถรายด้าน

            สำหรับคะแนนความสามารถที่วัดรายด้านของแบบทดสอบก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างได้คะแนนดังรายละเอียดดังต่อไปนี้

            ด้านการอ่านจับรายละเอียด ได้คะแนนตั้งแต่ 3-8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 9 คะแนน

            ด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ได้คะแนนตั้งแต่ 5-12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 17 คะแนน

            ด้านการอ่านตีความ ได้คะแนนตั้งแต่ 0-4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน

            ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ได้คะแนนตั้งแต่ 0-2 คะแนน จากคะแนนเต็ม 2 คะแนน

detailed
main
interpret
critic

            จากแผนภูมิ เมื่อนำคะแนนในแต่ละด้านมาเปรียบเทียบกันพบว่า กลุ่มตัวอย่างได้คะแนนความสามารถด้านการอ่านจับรายละเอียดได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ตามมาด้วยความสามารถด้านการอ่านตีความ และได้คะแนนความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณน้อยที่สุด

            อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยสังเกตว่าคำถามที่วัดความสามารถด้านการอ่านตีความและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้น เริ่มปรากฏการตอบได้ 0 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 8 สำหรับการอ่านตีความ และสูงถึงร้อยละ 40.5 สำหรับการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งการได้ 0 คะแนนนี้ไม่ปรากฏในการอ่านจับรายละเอียดและการอ่านจับใจความสำคัญ อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างคุ้นเคยกับการอ่านจับรายละเอียดและการอ่านจับใจความสำคัญมากกว่าการอ่านตีความและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

            สำหรับคะแนนความสามารถที่วัดรายด้านของแบบทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างได้คะแนนดังรายละเอียดต่อไปนี้

            ด้านการอ่านจับรายละเอียด ได้คะแนนตั้งแต่ 5-8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 9 คะแนน

            ด้านการอ่านจับใจความสำคัญ ได้คะแนนตั้งแต่ 10-15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 17 คะแนน

            ด้านการอ่านตีความ ได้คะแนนตั้งแต่ 2-5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน

           ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ได้คะแนนตั้งแต่ 1-2 คะแนน จากคะแนนเต็ม 2 คะแนน

detailed2
main2
interpret2
critic2

จากแผนภูมิ เมื่อนำคะแนนในแต่ละด้านมาเปรียบเทียบกันพบว่า กลุ่มตัวอย่างได้คะแนนความสามารถด้านการอ่านจับใจความได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ความสามารถด้านการอ่านจับรายละเอียด ตามมาด้วยความสามารถด้านการอ่านตีความ และได้คะแนนความสามารถด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณน้อยที่สุด

            จากผลคะแนนรายด้าน กล่าวได้ว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนสอบหลังเรียนในแต่ละด้านมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าหลังการเรียนบทเรียน กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจมากขึ้นจึงทำคะแนนสอบรายด้านได้ดีขึ้น และไม่ปรากฏการได้ 0 คะแนนในการอ่านตีความและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ รายละเอียดปรากฏดังตาราง

คะแนนรายด้านก่อนเรียนหลังเรียน
การอ่านจับรายละเอียด (9 คะแนน)3-8 คะแนน5-8 คะแนน
การอ่านจับใจความ (17 คะแนน)5-12 คะแนน10-15 คะแนน
การอ่านตีความ (6 คะแนน)0-4 คะแนน2-5 คะแนน
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ (2 คะแนน)0-2 คะแนน1-2 คะแนน

ผลการวิเคราะห์คะแนนทดสอบก่อนเรียน ส่วนที่เป็นอัตนัย

            ผู้วิจัยออกแบบแบบทดสอบก่อนเรียนโดยตั้งคำถามผสมผสานระหว่างการตอบแบบปรนัยและอัตนัยเพื่อให้สัมพันธ์กับรูปแบบการทดสอบด้านการอ่านของ PISA และ Cambridge IGCSETM ที่มีการทดสอบความสามารถด้านการอ่านโดยการตอบคำถามแบบอัตนัยด้วยเช่นกัน อีกทั้งผู้วิจัยยังต้องการทราบเป็นเบื้องต้นว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างต้องตอบคำถามด้วยการเขียนตอบด้วยตนเอง ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร จะสามารถตอบได้สอดคล้องกับการตอบคำถามแบบเลือกตอบหรือไม่

            ในการดำเนินการจัดทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) รูปแบบอัตนัย ของกลุ่มตัวอย่างในหลักสูตรบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทย สำหรับผู้เรียนระดับกลางนั้น แบบทดสอบก่อนเรียนส่วนที่นี้มีทั้งหมด 5 ข้อ แบ่งเป็นการทดสอบวัดความสามารถการอ่านจับใจความสำคัญ 2 ข้อ (ข้อ 36 และข้อ 37) การอ่านตีความ 1 ข้อ (ข้อ 38) และการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ 2 ข้อ (ข้อ 39 และข้อ 40)
โดยบทอ่านที่นำมาใช้ทดสอบเป็นบทอ่านประเภทแสดงทรรศนะ (Argumentation)  

            ผลการทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มตัวอย่างปรากฏดังนี้

picture1

            ผลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน รูปแบบอัตนัย ของกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จังหวัดนนทบุรี และโรงเรียนสุรนารีวิทยา จังหวัดนครราชสีมา มีข้อค้นพบที่สอดคล้องกัน โดยพบว่า
กลุ่มตัวอย่างตอบคำถามวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านตีความ และการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ได้ไม่ถึงร้อยละ 60 ซึ่งแต่ละข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

            ข้อ 36 เป็นการถามวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยมีคำถามว่า “ท่านคิดว่าบทอ่านนี้มีวัตถุประสงค์ใด” คำตอบของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 20 ส่วนคำตอบที่ตอบผิดส่วนใหญ่เป็นการกล่าวถึงข้อคิดและใจความสำคัญของเรื่อง แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่าบทอ่านนี้มีวัตถุประสงค์ใด

            ข้อ 37 เป็นการถามวัดความสามารถการอ่านจับใจความ โดยมีคำถามว่า ข้อความที่ว่า “ปริญญาบัตรกลายเป็นกระดาษศักดิ์สิทธิ์” หมายความว่าอย่างไร จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนคำตอบที่ตอบไม่ได้ส่วนใหญ่เป็นการตอบโดยนำข้อความจากบทอ่านยกมาตอบ ซึ่งเป็นข้อความที่อยู่ในบริบทที่ปรากฏใกล้กับข้อความในคำถาม ไม่ได้เป็นการอธิบายความหมายของข้อความที่โจทย์ถาม แต่เป็นการตอบว่าคำถามที่ว่า เหตุใดปริญญาบัตรจึงกลายเป็นกระดาษศักดิ์สิทธิ์

            ข้อ 38 เป็นการถามวัดความสามารถการอ่านตีความ โดยมีคำถามว่า “เหตุใดผู้เขียนจึงกล่าวว่าเมืองไทยเป็นตลาดสินค้าปริญญาที่น่าจะทำกำไรได้ง่ายและมากที่สุด” จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 32.5 คำตอบส่วนใหญ่ที่ตอบไม่ได้มีหลากหลายคำตอบ เช่น

            “เพราะเมืองไทยปัจจุบันมีคนที่คิดจะเรียนหรือไม่เรียน ขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละคน”

            “เพราะการเรียนปริญญาเป็นการเรียนจบที่ง่ายและได้ประสิทธิภาพในประเทศไทย”

            “เพราะใบปริญญาสามารถปลอมแปลงและหาง่ายในตลาด เพียงแค่ให้รัฐบาลรับรองแล้วนำไปใช้ได้ง่าย”

            “เพราะมีมหาลัยเถื่อนที่เข้ามาเปิดหลักสูตร ในเวลาไม่กี่ปี อาจมีคนแอบเข้ามาทำอย่างเดียวกันอีก”

            จากตัวอย่างคำตอบข้างต้น ได้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากอาจยังไม่เข้าใจคำถาม เข้าใจคำถามผิด หรืออ่านตัวบทอ่านแล้วไม่เข้าใจ จึงทำให้มีคำตอบที่หลากหลายแตกต่างกันไป

            ข้อ 39 เป็นคำถามวัดความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยมีคำถามว่า “จากบทอ่าน ผู้เขียนเปรียบใบปริญญาบัตรว่ามีคุณค่าเท่ากับใบขับขี่ใช่หรือไม่ จงอธิบายความเห็นของท่าน” จะเห็นได้ว่าจากคำถามข้างต้นได้มีคำถามที่จะต้องตอบ 2 คำถาม ได้แก่ คำถามแรกคือคำถามที่ว่าใช่หรือไม่ และคำถามจงอธิบายความเห็น จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้ทั้ง 2 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 20 ส่วนอีกร้อยละ 7.5 สามารถตอบคำถามแรกได้ แต่เมื่อต้องอธิบายความเห็นนั้น พบว่า มีความคิดเห็นที่ไม่สมเหตุสมผลและเหตุผลไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการอ่านในขั้นตอนของการอ่านจับใจความ ส่วนอีกร้อยละ 72.5 พบว่ายังไม่เข้าใจบทอ่าน จึงทำให้ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าผู้เขียนได้เปรียบเทียบใบปริญญาบัตรว่ามีคุณค่าเท่าใบขับขี่หรือไม่

            ข้อ 40 เป็นคำถามวัดความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยมีคำถามว่า “จากบทอ่าน ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับความเห็นของผู้เขียน จงอธิบายเหตุผลหรือยกตัวอย่างข้อความจากบทอ่านมาประกอบความเห็นของท่าน”

            จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 55 ข้อนี้ถือเป็นข้อที่กลุ่มตัวอย่างสามารถทำได้มากที่สุดจาก 5 ข้อ อาจเป็นเพราะเป็นการให้แสดงความคิดเห็นตามอัตวิสัยของตัวเอง ทำให้คำตอบมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

            กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเขียนคำตอบในเชิงเห็นด้วย แต่ข้อความหรือเหตุผลที่ยกมาประกอบอาจมีประเด็นที่แตกต่างกันไป ส่วนอีกร้อยละ 45 เป็นคำตอบที่ไม่ตรงคำถาม เช่น ยกข้อความมาและแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์ข้อความจากตัวบทโดยพูดถึงสังคมในปัจจุบัน แต่ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน หรือมีการตอบคำถามแต่เหตุผลไม่สอดคล้องกับคำตอบ และมีส่วนน้อยที่ตอบว่าเห็นด้วย แต่ไม่มีเหตุผลประกอบ

            ผลการทดสอบหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างปรากฏดังนี้

picture1

            ผลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน รูปแบบอัตนัย ของกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จังหวัดนนทบุรี และโรงเรียนสุรนารีวิทยา จังหวัดนครราชสีมา ยังคงมีข้อค้นพบที่สอดคล้องกัน โดยพบว่า
กลุ่มตัวอย่างตอบคำถามวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านตีความ และการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ได้ไม่ถึงร้อยละ 60 ซึ่งแต่ละข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

            ข้อ 36 เป็นการถามวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยมีคำถามว่า “ท่านคิดว่าบทอ่านนี้มีวัตถุประสงค์ใด” คำตอบของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 41 ส่วนคำตอบที่ตอบผิดส่วนใหญ่ยังคงเป็นการกล่าวถึงข้อคิดและใจความสำคัญของเรื่อง มากกว่าจะบอกวัตถุประสงค์

            ข้อ 37 เป็นการถามวัดความสามารถการอ่านจับใจความ โดยมีคำถามว่า ข้อความที่ว่า “ปริญญาบัตรกลายเป็นกระดาษศักดิ์สิทธิ์” หมายความว่าอย่างไร จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วนคำตอบที่ตอบไม่ได้ส่วนใหญ่เป็นการตอบโดยนำข้อความจากบทอ่านยกมาตอบ ไม่ได้เป็นการอธิบายความหมายของข้อความที่โจทย์ถาม แต่เป็นการตอบว่าคำถามที่ว่า เหตุใดปริญญาบัตรจึงกลายเป็นกระดาษศักดิ์สิทธิ์

            ข้อ 38 เป็นการถามวัดความสามารถการอ่านตีความ โดยมีคำถามว่า “เหตุใดผู้เขียนจึงกล่าวว่าเมืองไทยเป็นตลาดสินค้าปริญญาที่น่าจะทำกำไรได้ง่ายและมากที่สุด” จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 39.5 คำตอบส่วนใหญ่ที่ตอบไม่ได้มีหลากหลายคำตอบ เช่น

            “เพราะในเมืองไทยมีคนที่รวยแต่ไม่อยากเรียนเลยต้องซื้อใบปริญญามา แถมมีขายทั่วไปด้วย”

            “เพราะมีมหาลัยที่ไม่ได้มาตรฐานมาเปิดหลักสูตรแล้วก็ไม่ผ่านการรับรอง คนเรียนเลยต้องไปหาซื้อใบปริญญาจากที่อื่นแทน”

            จากตัวอย่างคำตอบข้างต้น ได้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากอาจยังไม่เข้าใจคำถาม เข้าใจคำถามผิด หรืออ่านตัวบทอ่านแล้วไม่เข้าใจ จึงทำให้มีคำตอบที่หลากหลายแตกต่างกันไป

            ข้อ 39 เป็นคำถามวัดความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยมีคำถามว่า “จากบทอ่าน ผู้เขียนเปรียบใบปริญญาบัตรว่ามีคุณค่าเท่ากับใบขับขี่ใช่หรือไม่ จงอธิบายความเห็นของท่าน” จะเห็นได้ว่าจากคำถามข้างต้นได้มีคำถามที่จะต้องตอบ 2 คำถาม ได้แก่ คำถามแรกคือคำถามที่ว่าใช่หรือไม่ และคำถามจงอธิบายความเห็น จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้ทั้ง 2 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 34 ส่วนอีกร้อยละ 22.7 สามารถตอบคำถามแรกได้ แต่เมื่อต้องอธิบายความเห็นนั้น พบว่า มีความคิดเห็นที่ไม่สมเหตุสมผลและเหตุผลไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้ ซึ่งเป็นกระบวนการอ่านในขั้นตอนของการอ่านจับใจความ ส่วนอีกร้อยละ 43.3 พบว่ายังไม่เข้าใจบทอ่าน จึงทำให้ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าผู้เขียนได้เปรียบเทียบใบปริญญาบัตรว่ามีคุณค่าเท่าใบขับขี่หรือไม่

            ข้อ 40 เป็นคำถามวัดความสามารถการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยมีคำถามว่า “จากบทอ่าน ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับความเห็นของผู้เขียน จงอธิบายเหตุผลหรือยกตัวอย่างข้อความจากบทอ่านมาประกอบความเห็นของท่าน”

            จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างมีผู้ที่สามารถตอบได้คิดเป็นร้อยละ 55 ข้อนี้ถือเป็นข้อที่กลุ่มตัวอย่างสามารถทำได้มากที่สุดจาก 5 ข้อ อาจเป็นเพราะเป็นการให้แสดงความคิดเห็นตามอัตวิสัยของตัวเอง ทำให้คำตอบมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

            กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเขียนคำตอบในเชิงเห็นด้วย แต่ข้อความหรือเหตุผลที่ยกมาประกอบอาจมีประเด็นที่แตกต่างกันไป ส่วนอีกร้อยละ 45 เป็นคำตอบที่ไม่ตรงคำถาม เช่น ยกข้อความมาและแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์ข้อความจากตัวบทโดยพูดถึงสังคมในปัจจุบัน แต่ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน หรือมีการตอบคำถามแต่เหตุผลไม่สอดคล้องกับคำตอบ และมีส่วนน้อยที่ตอบว่าเห็นด้วย แต่ไม่มีเหตุผลประกอบ

การเปรียบเทียบผลคำตอบอัตนัยก่อนเรียนและหลังเรียน ปรากฏดังแผนภูมิ

pre
post

แบบทดสอบก่อนเรียน

แบบทดสอบหลังเรียน

         เมื่อพิจารณาคำตอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างที่ทำคะแนนได้ดีมีจำนวนมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังสังเกตเห็นว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสามารถในการค้นหาประเด็นจากบทอ่านและการนำข้อมูลจากบทอ่านมาประกอบเป็นเหตุผลในการตอบคำถามมากขึ้น (จากการพิจารณาคำตอบรายบุคคลเปรียบเทียบก่อนและหลังเรียน)

            อย่างไรก็ดี เมื่อตั้งคำถามโดยให้ตอบคำถามในรูปแบบอัตนัย ซึ่งเป็นการวัดความสามารถด้านการเขียนด้วย จึงเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่งเพราะผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในการเขียนถ่ายทอดความคิดของตนร่วมกับความสามารถในการอ่าน จึงจะสามารถเขียนตอบได้ถูกต้อง ข้อค้นพบจากกลุ่มตัวอย่างทั้งในแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ยังปรากฏความผิดในเรื่องการใช้ประโยคเป็นส่วนใหญ่ และมีการสะกดคำผิดและใช้คำผิดบ้าง การที่ตอบคำถามผิดส่วนหนึ่งอาจมาจากความบกพร่องด้านการเขียนที่เขียนแล้วประโยคไม่สื่อความ จึงทำให้อ่านแล้วไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะสื่อ ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้จะเป็นการวัดความสามารถด้านการอ่าน แต่ความสามารถในการเขียนก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำข้อสอบอัตนัยได้คะแนนน้อย

บทเรียนหลักสูตรพัฒนาการอ่านภาษาไทยของผู้เรียนระดับกลาง

         ในการทดลองเรียนบทเรียนหลักสูตรพัฒนาการอ่านภาษาไทยของผู้เรียนระดับกลาง ผู้วิจัยได้ใช้แพลตฟอร์ม Google Classroom เป็นช่องทางในการสื่อสารและอัปโหลดบทเรียน การประกาศแจ้งการส่งงาน การตรวจงาน ฯลฯ สำหรับให้กลุ่มตัวอย่างเรียนรู้ด้วยตนเองในเวลาที่สะดวก โดยกำหนดเวลาในการเรียน 5 บทเรียน 3 เดือน  (เวลาเรียน 11 ชั่วโมง คลิปวิดีโอ จำนวน 33 คลิป ไม่รวมเวลาในการทำแบบฝึกหัดในแต่ละหน่วยการเรียน) รายละเอียดหลักสูตรบทเรียนอยู่ในภาคผนวก

            ตัวอย่างแพลตฟอร์ม Google Classroom

class1
class2

           สำหรับการอัดคลิปวิดีโอประกอบการสอน ผู้วิจัยใช้โปรแกรม Loom เป็นหลักเนื่องจากสะดวกและใช้งานง่าย https://www.loom.com/

         ตัวอย่างโปรแกรม Loom

class3

            ในแผนการสอน ผู้วิจัยออกแบบการสอนโดยเน้นให้กลุ่มตัวอย่างได้วิเคราะห์บทอ่านในแต่ละตัวอย่าง โดยกลุ่มตัวอย่างสามารถกดหยุดคลิปวิดีโอเพื่ออ่านบทอ่านแตะละบทได้ ก่อนที่จะทราบแนวทางการเฉลยต่อไป อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยยังอยู่ในขั้นทดลองบทเรียนในงานวิจัยปีที่ 1 ผู้วิจัยจึงยังไม่ได้ให้เอกสารประกอบการเรียนการสอนแก่กลุ่มตัวอย่าง เมื่อกลุ่มตัวอย่างต้องอ่านบทอ่านขนาดยาวจึงอาจทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าการอ่านจากกระดาษ

         ตัวอย่างสไลด์การสอน

class4
class5

รายงานผลการประเมินบทเรียน

รายงานผลการประเมินบทเรียน

            วิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนจากการให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามหลังเรียนเรียนบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเองแล้วเสร็จครบทั้ง 5 หน่วยการเรียน โดยผู้วิจัยได้ออกแบบแบบสอบถามให้มีทั้งคำถามปลายปิดและปลายเปิด ซึ่งคำถามจะครอบคลุมในส่วนของเนื้อหา การมอบหมายกิจกรรมและแบบฝึกหัดท้ายหน่วย ระยะเวลาในการเรียน สื่อการเรียนการสอน ฯลฯ เพื่อจะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนต่อไป

            ผลการประเมิน

picture1

      จากผลการประเมิน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และมีร้อยละความ
พึงพอใจมากกว่าร้อยละ 75 ในเกือบทุกคำถาม โดยสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ วิธีการสอนมีความชัดเจน ที่ร้อยละ 94.59 รองลงมาคือ ความน่าสนใจของบทเรียน ที่ร้อยละ 93.24 และอันดับที่สาม คือ ความหลากหลายของบทอ่าน ที่ร้อยละ 90.54

       อย่างไรก็ดี คำถามที่กลุ่มตัวอย่างตอบหลากหลายมากที่สุด คือ ระยะเวลาในการทำแบบฝึกหัด/กิจกรรมท้ายหน่วย มีคะแนนความพึงพอใจในระดับมากเป็นอันดับที่ 1 ที่ร้อยละ 45.94 รองลงมา คือ พึงพอใจมากที่สุดที่ร้อยละ 32.43 และพึงพอใจปานกลางที่ร้อยละ 21.62

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง

  • กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ขยายเวลาในการเรียนรู้เนื่องจากช่วงที่ทกลองบทเรียนเป็นช่วงเปิดภาคเรียน จึงสามารถเรียนได้บางช่วงเวลา
  • กลุ่มตัวอย่างบางส่วนอยากให้ลดจำนวนแบบฝึกหัด เพราะการฝึกได้ทำไปพร้อม ๆ กับการเรียนในคลิปวิดีโอแล้ว