การพิจารณาคุณภาพตัวบท

ในการสร้างเครื่องมือสำหรับพัฒนาทักษะการอ่านให้กับผู้เรียนนั้น ต้องอาศัยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในการเขียน เนื่องจากภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อการรับรู้และการทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ สัมพันธภาพของบทอ่านก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ควรมีการเรียงลำดับความคิดอย่างเหมาะสมและเชื่อมโยงความคิดในแต่ละย่อหน้าของบทอ่านให้เกิดความต่อเนื่อง สอดคล้อง และสัมพันธ์กัน ทั้งนี้หากเรียบเรียงประเด็นสับสนวกวนก็อาจส่งผลต่อความเข้าใจของผู้อ่านได้

สิ่งที่ควรคำนึงในการพิจารณาและปรับแก้ไขบทอ่านให้มีคุณภาพมีดังนี้

1) การใช้ภาษาในบทอ่าน

ก) ระดับภาษาในงานเขียน

ปัจจัยในการเลือกใช้ระดับภาษาแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัยใหญ่ ๆ ได้แก่ สถานภาพทางสังคมและบริบทในการสื่อสาร

สถานภาพทางสังคม ถือเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึง เพราะหากผู้รับสารและ

  • ผู้ส่งสารมีสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ระดับภาษาก็จะแตกต่างกันไปด้วย เช่น นักเรียนกับครู เพื่อนกับเพื่อน พ่อแม่กับลูก เจ้านายกับลูกน้อง รวมถึงการเลือกใช้คำศัพท์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระดับภาษานั้นก็มีผลมาจากสถานภาพของบุคคลด้วยเช่นกัน กล่าวคือ สถานภาพที่แตกต่างกัน คำศัพท์ที่ใช้ก็จะแตกต่างกันด้วย เช่น กิน รับประทาน เสวย ฉัน
  • บริบทในการสื่อสาร เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกใช้ระดับภาษา บริบทในการสื่อสารในที่นี้หมายถึง เรื่องและประเภทของบทอ่าน เช่น เอกสารประชุมวิชาการ บทความวิชาการทางการแพทย์ บทเขียนแสดงความคิดเห็น บทละคร นิทาน ฯลฯ เรื่องและประเภทบทอ่านที่ต่างกันเหล่านี้มีผลต่อการเลือกใช้ระดับภาษา รวมถึงสรรพนามที่ใช้ก็จะแตกต่างกันด้วย เช่น การแสดงความคิดเห็นในบทความวิชาการ ผู้ส่งสารควรใช้ภาษาและสรรพนามที่เป็นทางการ แต่หากเป็นบทละครหรือนิทานที่มีการสนทนาที่ร้านค้า ผู้ส่งสารอาจใช้ภาษาและสรรพนามที่ไม่เป็นทางการได้

ระดับภาษาสามารถจำแนกได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับทางการ ระดับกึ่งทางการ และระดับสนทนา แต่ละระดับสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ระดับทางการ เป็นระดับภาษาที่ใช้ในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ ภาษาที่ใช้จะต้องถูกหลักไวยากรณ์ ชัดเจน สุภาพ และไม่ใช้ภาษาพูด คำตัด คำปน คำย่อ หรือคำต่างประเทศโดยไม่จำเป็น แต่อาจมีคำศัพท์เฉพาะปะปนอยู่มาก ตัวอย่างงานเขียนที่ใช้ภาษาทางการ เช่น หนังสือราชการ คำสั่ง ประกาศ ตำราวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความสารคดี บทความทางวิชาการ บทบรรณาธิการ ฯลฯ
  2. ระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับนี้มักใช้ในการติดต่อทางธุรกิจ สื่อสารกับคนที่ไม่สนิท ใช้เขียนเรื่องที่ต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังฟังการเล่าเรื่อง หรือใช้เขียนแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นทางการมากนัก งานเขียนที่มักใช้ภาษาระดับนี้ เช่น บทความแสดงความคิดเห็น  สารคดีท่องเที่ยว ชีวประวัติ ภาษาระดับนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาระดับทางการคือเป็นภาษาที่สุภาพ แต่ต่างกันตรงที่ภาษาระดับกึ่งทางการผู้ใช้ไม่ต้องระมัดระวังมากเท่าภาษาทางการ อาจใช้รูปประโยคง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน มีการละบางส่วนของประโยคได้ถ้อยคำที่ใช้เป็นคำสามัญ บางครั้งอาจมีภาษาระดับสนทนาปะปนด้วยแต่ไม่มากนักและไม่มีการใช้คำหยาบ
  3. ระดับสนทนา ภาษาระดับสนทนามีลักษณะที่ไม่เป็นทางการ มักใช้ในการสนทนาในชีวิตประจำวัน การเจรจาทั่วไป การเขียนนวนิยาย บทละคร บทภาพยนตร์ รายงานข่าวประเภทบันเทิงหรือกีฬา ฯลฯ ลักษณะภาษาจะใช้รูปประโยคสั้น ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยคที่สมบูรณ์ อาจใช้คำคำเดียวแต่สื่อความได้เข้าใจกันระหว่างคู่สนทนา มีการใช้ภาษาพูด มีคำสแลง คำทับศัพท์ คำย่อ อักษรย่อ หรืออาจมีคำหยาบปนบ้างหากใช้กับในบริบทที่สนิทสนมคุ้นเคยและไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นทางการ การเขียนด้วยภาษาระดับนี้ไม่ต้องระมัดระวังมากนัก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือต้องใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของงานเขียนและผู้อ่าน

ในการพิจารณาบทอ่านจึงควรคำนึงถึงปัจจัยสถานภาพทางสังคมและบริบทในการสื่อสาร และเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสม มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและประเภทของบทอ่าน รวมถึงความเหมาะสมกับระดับของผู้อ่านด้วย ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการเลือกใช้ระดับภาษาและการเลือกใช้คำศัพท์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อระดับภาษา เช่น หากใช้ภาษาที่เป็นคำศัพท์เฉพาะ มีแบบแผนหรือเป็นทางการมากจนเกินไปก็อาจส่งผลต่อความเข้าใจในการอ่านของผู้เรียนได้

ข) ข้อควรระวังในการใช้คำ

“คำ” เป็นหน่วยในภาษาที่มีความสำคัญในการสื่อสารและส่งผลโดยตรงต่อความเข้าใจของผู้อ่าน ดังนั้นจึงควรใช้คำให้ถูกต้องและเหมาะสม อย่างไรก็ดี ข้อควรระวังในด้านการใช้คำในงานเขียน มีดังนี้

  1. สะกดคำไม่ถูกต้อง การสะกดคำมีความสำคัญ เนื่องจากหากสะกดคำผิดอาจส่งผลต่อการสื่อสารและการเข้าใจความหมาย ดังนั้นจึงควรตรวจสอบการสะกดคำให้ถูกต้อง ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าคำที่ถูกต้องสะกดอย่างไร ควรจะตรวจสอบจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นอกจากนี้ เมื่อเตรียมบทอ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ควรจะอ่านทบทวนบทอ่านอีกครั้ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
  2. ใช้คำไม่ถูกต้องตามความหมายหรือไม่เข้ากับบริบท ในภาษาไทยมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันหลายคำ ผู้เขียนควรตรวจสอบความหมายของคำให้แน่ชัดว่าตรงตามความหมายที่ต้องการสื่อหรือไม่ เพราะหากเลือกใช้คำผิดอาจทำให้สื่อความหมายผิดเพี้ยนไป

    ตัวอย่าง ผู้ร้ายกีดขวางการจับกุมของตำรวจ => ผู้ร้ายขัดขืนการจับกุมของตำรวจ
    ในบริบทนี้ควรใช้คำว่า “ขัดขืน” ซึ่งมีความหมายว่า ไม่ทำตาม ส่วนคำว่า “กีดขวาง” มีความหมายว่า ขวางกั้นไว้ ขวางเกะกะ

    ตัวอย่าง เธออ้วนเพราะชอบกินของจุกจิก => เธออ้วนเพราะชอบกินของจุบจิบ
    ในบริบทนี้ควรใช้คำว่า “จุบจิบ” ซึ่งมีความหมายว่า เล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนคำว่า “จุกจิก” มีความหมายว่า รบกวนใจ
  3. ใช้คำไม่คงที่ การเขียนที่ดีนอกจากจะต้องเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมแล้ว ควรระมัดระวังในเรื่องการเขียนให้เป็นระบบและใช้คำให้คงที่ไม่ลักลั่น กล่าวคือ เมื่อเลือกใช้ภาษาในระดับใดก็ควรใช้ถ้อยคำทุกถ้อยคำให้อยู่ในระดับเดียวกันตลอดข้อความหรือตลอดทั้งตัวบท

    ตัวอย่าง ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของบิดามารดา
    ตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าคำว่า “ลูก” กับคำว่า “บิดามารดา” เป็นคำที่มีระดับภาษาที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำคำทั้งสองระดับมาใช้ร่วมกัน ดังนั้นหากจะใช้คำว่า “ลูก” ก็ควรใช้คู่กับคำว่า “พ่อแม่” หรือหากจะใช้คำว่า “บิดามารดา” ก็ควรจะใช้คู่กับคำว่า “บุตร” ซึ่งเป็นคำที่อยู่ในระดับภาษาเดียวกัน

    ตัวอย่าง ผู้หญิงและบุรุษมีความเข้มแข็งไม่แพ้กัน
    ตัวอย่างข้างต้นผู้เรียนใช้คำว่า “ผู้หญิง” คู่กับคำว่า “บุรุษ” เป็นคำที่มีระดับภาษาที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำคำทั้งสองระดับมาใช้ร่วมกัน ดังนั้นหากผู้เรียนจะใช้คำว่า “ผู้หญิง” ก็ควรใช้คู่กับคำว่า “ผู้ชาย” หรือหากจะใช้คำว่า “บุรุษ” ก็ควรจะใช้คู่กับคำว่า “สตรี” ซึ่งเป็นคำที่อยู่ในระดับภาษาเดียวกัน
  4. ใช้คำภาษาต่างประเทศที่มีคำไทยใช้แทน การเขียนที่ดีโดยเฉพาะงานเขียนที่เป็นทางการ ไม่ควรใช้คำภาษาไทยปนภาษาต่างประเทศ หากคำนั้นมีคำในภาษาไทยใช้แทนได้อยู่แล้วก็ควรจะใช้คำไทย ทั้งนี้ อาจขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเรื่องและประเภทบทอ่านด้วย หากเป็นเรื่องที่ไม่เป็นทางการอาจมีการใช้คำภาษาต่างประเทศปะปนอยู่บ้าง

    ตัวอย่าง ปัจจุบันนี้วัยรุ่นส่วนใหญ่มักนิยมไปออกกำลังกายตามฟิตเนสมากกว่าตามสวนสาธารณะ => หากเป็นบริบทที่เป็นทางการ ควรใช้คำว่า สถานออกกำลังกาย
    ตัวอย่าง ผู้นำที่ดีควรจะต้องมีวิชั่น => หากเป็นบริบทที่เป็นทางการ ควรใช้คำว่า วิสัยทัศน์
  5. ใช้คำฟุ่มเฟือย การใช้คำที่ดีควรจะใช้คำให้สั้น กระชับ และสื่อความหมายได้ชัดเจน การใช้คำฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นจะทำให้บทอ่านเยิ่นเย้อและต้องใช้เวลานานในการทำความเข้าใจ
    ตัวอย่าง นักข่าวสายบันเทิงทำการสัมภาษณ์กันต์ กันตถาวร เกี่ยวกับการทำงานในบริษัทดิไอคอน
    คำว่า “สัมภาษณ์” เป็นคำกริยาที่แสดงความหมายได้ชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “ทำการ” และหากตัดคำว่า “ทำการ” ออก ก็ยังสื่อความได้เช่นเดิม ดังนั้นจึงควรใช้ว่า นักข่าวสายบันเทิงสัมภาษณ์กันต์ กันตถาวร เกี่ยวกับการทำงานในบริษัทดิไอคอน

    ตัวอย่าง อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ทุกคนตายหมด ไม่มีใครรอดชีวิตเลย
    ข้อความ “ตายหมด” และ “ไม่มีใครรอดชีวิตเลย” มีความหมายเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเขียนซ้ำอีก ดังนั้นจึงควรเลือกว่าจะใช้ อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ทุกคนตายหมด หรือ อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ไม่มีใครรอดชีวิตเลย

 

ค) ข้อควรระวังในการใช้ประโยค

“ประโยค” เกิดจากการนำคำหลายคำมารวมกันและมีเนื้อความที่สมบูรณ์ ชัดเจน สามารถสื่อความหมายได้ ประโยคประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ภาคประธานและภาคแสดง หากต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจน ควรเรียบเรียงประโยคให้ถูกต้องเหมาะสม อย่างไรก็ดี ข้อควรระวังด้านการใช้ประโยค มีดังนี้

  1. เขียนประโยคไม่สมบูรณ์หรือประโยคไม่จบความ การเขียนเช่นนี้อาจทำให้ผู้อ่านสับสน ไม่เข้าใจเนื้อหาในบทอ่าน หรือเข้าใจผิดพลาดไปได้ แม้ว่าผู้อ่านอาจจะคาดเดาจากความข้างต้นได้ แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ผู้อ่านคาดเดานั้นถูกต้องตรงตามเจตนาของผู้เขียนหรือไม่
    ตัวอย่าง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นสุภาษิตที่อยู่กับคนไทยมาช้านาน กล่าวไว้ว่าผู้ที่ประพฤติแต่ความดีนั้นในท้ายที่สุดแล้วย่อมได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความดีที่ได้กระทำลงไป
    จากตัวอย่าง ข้อความข้างต้นที่ขีดเส้นใต้เป็นเพียงภาคแสดงหรือกริยาวลีเท่านั้น ไม่ปรากฏประธานของประโยค ทำให้ประโยคไม่สมบูรณ์ เมื่ออ่านแล้วเกิดความสับสนว่าใครเป็นผู้กล่าวข้อความดังกล่าว ดังนั้นจึงควรเติมประธานของประโยค เช่น คนโบราณกล่าวไว้ว่าผู้ที่ประพฤติแต่ความดีนั้นในท้ายที่สุดแล้วย่อมได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความดีที่ได้กระทำลงไป

    ตัวอย่าง การแบ่งปันและรวมกลุ่มในสังคมจะช่วยให้(…)อยู่ในสังคมได้
    จากตัวอย่าง ข้อความข้างต้นมีกริยาวลี “ช่วยให้” ซึ่งเป็นกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับจึงจะสมบูรณ์และสื่อความได้ชัดเจน ดังนั้นจึงควรเติมกรรม เช่น “มนุษย์” เพื่อให้ประโยคสมบูรณ์ ดังนี้ การแบ่งปันและรวมกลุ่มในสังคมจะช่วยให้มนุษย์อยู่ในสังคมได้
  2. วางลำดับคำหรือวลีในประโยคไม่ถูกต้อง การสื่อความผิดพลาดหรือไม่ชัดเจนอาจเกิดจากการเรียงตำแหน่งของคำหรือวลีในประโยคไม่ถูกต้อง คำและวลีที่มักจะเรียงไม่ถูกต้องส่วนใหญ่จะเป็นส่วนขยายของคำอื่น ๆ โดยปกติแล้วส่วนขยายควรปรากฏอยู่หลังคำหรือวลีที่ต้องการขยายเสมอ หากวางส่วนขยายในตำแหน่งที่ห่างจากส่วนที่ต้องการขยายอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดและเกิดความสับสนได้
    ตัวอย่าง สมาคมคนรักหนังแห่งประเทศไทยเชิญชมภาพยนตร์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 ณ โรงภาพยนตร์เซ็นทรัลเวิลด์เรื่องธี่หยด 2
    ประโยคนี้มีการวางตำแหน่งของคำขยายไม่เหมาะสม เนื่องจาก “เรื่องธี่หยด 2” เป็นชื่อภาพยนตร์จึงควรนำมาวางต่อจากข้อความ “เชิญชมภาพยนตร์” เพื่อบอกว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องใด ดังนี้ สมาคมคนรักหนังแห่งประเทศไทยเชิญชมภาพยนตร์เรื่องธี่หยด 2 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 ณ โรงภาพยนตร์เซ็นทรัลเวิลด์
  3. เขียนประโยคที่มีเนื้อความไม่สัมพันธ์กัน ในการเขียนประโยคนอกจากจะต้องคำนึงถึงการเขียนให้ถูกต้องแล้ว ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์ของเนื้อความด้วย โดยเขียนให้สอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกัน หรือเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หากจะกล่าวถึงเรื่องอื่นด้วย ผู้เขียนควรขึ้นประโยคใหม่หรืออาจใช้คำเชื่อมที่แสดงให้เห็นความแตกต่างหรือการเปลี่ยนประเด็น เช่น นอกจากนี้ อีกทั้ง ฯลฯ

    ตัวอย่าง โลมาเป็นสัตว์ที่มีสมองใหญ่มากจึงน่ารักมาก
    ประโยคนี้สื่อความเรื่องลักษณะทางกายภาพของปลาโลมาในตอนต้น ส่วนตอนท้ายกล่าวถึงเรื่องความรู้สึกที่มีต่อปลาโลมา โดยใช้คำว่า “จึง” เชื่อมระหว่างเนื้อความที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน ทำให้ประโยคข้างต้นไม่สัมพันธ์กัน ทั้งนี้ ควรแก้ไขโดยเขียนแสดงเนื้อความในประโยคให้สัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น โลมาเป็นสัตว์ที่มีสมองใหญ่มากจึงฉลาดและฝึกฝนได้
  4. ใช้ประโยคกำกวม การใช้ข้อความที่สื่อความหมายได้หลายนัยอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสน เข้าใจหรือตีความเนื้อหาสารผิดจากที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารได้

    ตัวอย่าง นายสิบซ้อมพลทหารเดินแถว
    ประโยคนี้สามารถตีความได้มากกว่าหนึ่งความหมาย กล่าวคือ 1) เป็นการฝึกซ้อม และ 2) เป็นการทำร้ายร่างกาย ดังนั้นควรเขียนให้ชัดเจนว่าต้องการสื่อความหมายใด เช่น หากเป็นความหมายที่ 1) ควรเขียนว่า นายสิบฝึกซ้อมพลทหารเดินแถว หากเป็นความหมายที่ 2) ควรเขียนว่า นายสิบซ้อมพลทหารเดินแถวจนได้รับบาดเจ็บ
  5. ใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ ผู้เขียนควรเรียบเรียงประโยคให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และสำนวนภาษาไทย เช่น ไม่วางส่วนขยายไว้หน้าคำหลัก ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือยเลียนแบบภาษาต่างประเทศ

    ตัวอย่าง น้องบอสถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง
    ประโยคนี้ควรใช้คำว่า “ได้รับ” เนื่องจากคำว่า “ถูก” ที่ใช้ในภาษาไทยมักจะใช้กับความหมายที่ไม่ดี ดังนั้นจึงควรแก้ไขเป็น น้องบอสได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง

2) สัมพันธภาพของบทอ่าน

สัมพันธภาพคือความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกัน สัมพันธภาพในบทอ่านก็คือการเรียงลำดับความคิดหรือประเด็นต่าง ๆ ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม เพื่อเชื่อมโยงความคิดให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งจะทำให้บทอ่านมีความต่อเนื่อง เป็นลำดับ และอ่านเข้าใจได้ง่าย สิ่งสำคัญที่ทำให้การลำดับและเชื่อมโยงความคิดต่อเนื่องกันคือการใช้คำเชื่อมที่เหมาะสม ทั้งการเชื่อมโยงความคิดภายในย่อหน้าและระหว่างย่อหน้า โดยวิธีการเรียงลำดับและเชื่อมโยงความคิดสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เขียนและความเหมาะสมของเนื้อหาว่า ความคิดต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด ทั้งการเรียงลำดับและเชื่อมโยงความคิดไปตามลำดับเวลา ตามทิศทาง ตามลำดับขั้นตอน ตามความสำคัญ หรือตามประเภทของข้อมูล เช่น

ข้อมูลที่แสดงความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลกัน กล่าวคือ ความคิดหนึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอีกความคิดหนึ่ง การเชื่อมโยงความคิดเพื่อแสดงเหตุผลสามารถทำได้โดยการใช้คำเชื่อมแสดงเหตุผล “เพราะว่า” “เพราะฉะนั้น” “ดังนั้น” เป็นต้น โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลำดับของข้อมูล

ข้อมูลที่แสดงความขัดแย้งกัน ผู้เขียนควรแสดงข้อมูลส่วนแรกก่อน จากนั้นจึงแสดงข้อมูลอีกส่วนที่แตกต่างหรือขัดแย้งกับข้อมูลแรก โดยสามารถใช้คำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง เช่น “แต่” “อย่างไรก็ดี” ข้อมูลแสดงตัวอย่าง หากต้องการให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือขยายความความคิดหลัก สามารถเชื่อมโยงความคิดด้วยการใช้คำเชื่อมแสดงตัวอย่าง เช่น “ตัวอย่าง” “เช่น” “อาทิ” ฯลฯ