การเลือกบทอ่านสำหรับการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยมีแนวคิดที่ต้องการให้ผู้เรียนได้อ่านบทอ่านที่หลากหลายทั้งบทอ่านที่เป็นการให้ข้อมูลและบทอ่านแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้สำหรับบทอ่านหนึ่งบทยังสามารถทดสอบความสามารถด้านการอ่านได้หลายประเภท เช่น บทอ่านที่ให้ข้อมูลอาจถามคำถามเพื่อจับรายละเอียดและคำถามเพื่อจับใจความสำคัญได้ บทอ่านแสดงความคิดเห็นอาจถามคำภามได้ครบทั้ง 4 ความสามารถ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนอ่านบทอ่านแล้วเข้าใจมากน้อยเพียงใด
บทอ่านสำหรับทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (ระดับต้น)
| ประเภทของบทอ่าน | ให้ข้อมูล |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | วิทยาศาสตร์ |
| ความยาว | ½ หน้า |
บทอ่านที่ 1
โรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคกลัวน้ำเกิดจากเชื้อไวรัสเรบี่ส์ (Rabies Virus) สัตว์นำโรค ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เช่น สุนัข แมว กระต่าย กระรอก กระแต หนู ลิง ชะนี แพะ แกะ วัว ควาย ค้างคาว เป็นต้น สัตว์นำโรคที่สำคัญที่สุดคือ สุนัข มนุษย์ติดเชื้อหนีจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือน้ำลายกระเด็นเข้าบาดแผล
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้า ดังนั้น ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ที่ติดเชื้อนี้มักจะเสียชีวิตทุกราย ผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ถูกสุนัขหรือแมวกัด ข่วน แล้วไม่ได้ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างรวดเร็วและครบถ้วน กลุ่มเด็กเป็นกลุ่มที่ถูกสุนัขกัดมากที่สุด ปัญหาสำคัญของโรคนี้ เกิดจากยังไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข ให้ครอบคลุม 80 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรสุนัขได้ ที่สำคัญคือ กลุ่มเสี่ยงทุกรายถูกสุนัขกัดและไม่ได้ฉีดวัคซีนหลังถูกกัด จึงนับว่าโรคนี้อย่างเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเมื่ออายุ 2-4 เดือนขึ้นไปและฉีดซ้ำทุกปี นอกจากฉีดวัคซีนสัตว์แล้ว ควรลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัดหรือโดนทำร้าย กรณีถูกสุนัขบ้านหรือสุนัขจรกัด แมว หรือสัตว์อื่น ๆ กัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น
เบตาดีน เพื่อช่วยลดอัตราเกิดโรคได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้เร็วที่สุด
ดัดแปลงจาก หมอชาวบ้าน โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
| ประเภทของบทอ่าน | ให้ข้อมูล |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | มนุษยศาสตร์ |
| ความยาว | ¾ หน้า |
บทอ่านที่ 2
ภาษาสู่อาเซียน
การเตรียมความพร้อมโดยการเรียนรู้ภาษาของประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเรียนภาษาของประเทศในอาเซียนจะสร้างโอกาสในการติดต่อและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตของประเทศเพื่อนบ้าน การแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากรระหว่างกัน รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนในระดับสูง และช่วยสร้างโอกาสในการทำงานมากขึ้น
ประเทศสมาชิกอาเซียนมีภาษาประจำชาติที่หลากหลาย ได้แก่ ภาษาพม่า ภาษาเวียดนาม ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาอินโดนีเซีย ภาษามาเลย์ (มาเลเซีย,สิงคโปร์) ภาษาตากาล็อก (ฟิลิปปินส์) นอกจากนี้สิงคโปร์มีภาษาราชการถึง ๔ ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษามาเลย์ และภาษาทมิฬ การเลือกเรียนภาษาของประเทศเพื่อนบ้านนั้นขึ้นอยู่กับความสนใจหรือความจำเป็นของผู้เรียน เช่น ผู้ที่อยู่ในจังหวัดชายแดนอาจเลือกเรียนภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีการติดต่อค้าขายเดินทางข้ามแดนของประชาชนอยู่แล้ว จึงควรเรียนรู้ภาษาของประเทศเพื่อนบ้านไว้ เป็นต้น
มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่มีหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาได้จัดสอนภาษาของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และกำหนดให้นักเรียนศึกษาภาษาของประเทศอาเซียนคนละ ๑ ภาษา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้เรียน นอกจากนี้นักเรียนควรเรียนภาษาที่สามเพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ตนเอง เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ การมีความรู้และสามารถสื่อสารได้หลายภาษาถือเป็นข้อได้เปรียบ เช่น ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่ประชากรส่วนใหญ่ของสองประเทศนี้พูดได้อย่างน้อย ๒–๓ ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษามาเลย์ทำให้ได้เปรียบในการติดต่อค้าขายในระดับโลก
ภาษาที่สามที่เยาวชนไทยควรเรียนรู้ไว้ เช่น ภาษาจีน เพราะจีนจัดเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียนและกำลังเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าและจะเติบโตต่อไปในอนาคต ภาษาญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นลงทุนในประเทศไทยและในอาเซียนมากและเป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูง ภาษาฝรั่งเศส เพราะเป็นภาษาสากลอีกภาษาหนึ่งที่มีคนใช้ทั่วโลก เป็นต้น
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านแสดงความคิดเห็น |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | วิทยาศาสตร์ (สุขภาพ) |
| ความยาว | 1 หน้า |
บทอ่านที่ 3
กินอาหารค้างคืน เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?
มีคนเอาข้อมูลลงคลิป Tiktok อ้างว่า “อาหารที่ห้ามกิน เสี่ยงเป็นมะเร็ง ได้แก่ เนื้อสัตว์ปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันทอดซ้ำ อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อ และอาหารค้างคืน เอามาอุ่นซ้ำ”
สำหรับในอาหารกลุ่มแรก ๆ คือ เนื้อสัตว์ปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันทอดซ้ำ อาหารหมักดองนั้น ก็พอฟังขึ้นว่ามีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งจริง ๆ เนื่องจากอาจมีสารพวกไนโตรซามีนที่เกิดขึ้นในโปรตีนไหม้เกรียมและในอาหารหมักดอง (แถมด้วยพวกพยาธิ) และสารกลุ่ม PAHs ที่อยู่ในน้ำมันทอดซ้ำ แต่ในอาหารกลุ่มหลัง ๆ คือ “อาหารสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อ โดยเฉพาะอาหารค้างคืนเอามาอุ่นซ้ำ” นั้น ไม่ได้จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
อาหารสำเร็จรูปสามารถนำเอามาอุ่นด้วยไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ไม่ได้จะสร้างสารก่อมะเร็งอะไร ส่วนอาหารค้างคืนก็เช่นกัน สามารถบริโภคได้ปลอดภัยถ้าจัดเก็บในภาชนะปิดมิดชิดอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่มีการเพิ่มขึ้นของจุลินทรีย์ และนำมาอุ่นให้สุกทั่วถึงก่อนจะกินอีกครั้ง
อาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารที่มีโปรตีน เช่น เห็ด เนื้อไก่ ไข่ ที่เตือนกันว่าห้ามอุ่นซ้ำ อาจไม่ได้มีอันตรายจากการอุ่น แต่เป็นอันตรายที่เกิดขึ้นจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกวิธีหรือไม่ดีพอ เช่น เก็บในตู้เย็นที่มีความเย็นไม่เพียงพอ ทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโต จนสร้างสารพิษขึ้นมา เมื่อทานอาหารเหล่านั้นเข้าไป ก็จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร
ขณะที่อาหารประเภทพืชผัก ผลไม้ แม้ว่าจะมีสารไนเตรทอยู่จริง เพราะในผักจะมีไนโตรเจนที่อาจตกค้างจากปุ๋ยต่าง ๆ เมื่อทำให้ผักสุก ผักก็จะปล่อยสารไนเตรทออกมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุ่นซ้ำ แม้จะพบสารไนเตรทจริง แต่ก็ยังไม่มีปริมาณมากพอที่จะทำอันตรายใด ๆ ต่อร่างกายได้
ข้าวสุกก็สามารถอุ่นซ้ำทานได้ตามปกติ ไม่มีอันตรายใด ๆ เพียงแต่เก็บรักษาในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิเย็นเพียงพอ แล้วค่อยนำมาอุ่นทานต่อ เช่นเดียวกับอาหารที่ทอดแล้ว ควรเก็บรักษาไว้ในที่เย็น หากอยากนำมาอุ่นซ้ำเพื่อการรับประทาน ควรนำมาผ่านความร้อนในระดับต่ำ ๆ หรือใช้ไมโครเวฟได้
ส่วนอาหารที่ปรุงสุกแล้วโดยทั่วไป สามารถนำไปแช่เย็นเพื่อการเก็บรักษาได้นานโดยเฉลี่ยมากถึง 3 วัน ควรอุ่นทานซ้ำไม่เกิน 1 ครั้ง หากอยากทานเพียงบางส่วน ควรแบ่งออกมาอุ่นเพียงส่วนที่จะทานให้หมดภายในครั้งเดียว และควรอุ่นอาหารจากตู้เย็นให้ร้อนก่อนทาน นอกจากรสชาติจะดีกว่าการทานเย็น ๆ แล้ว ยังช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์บางส่วนที่อาจก่อตัวขึ้นจากการเก็บรักษาได้
อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ห้ามอุ่นใช้ซ้ำ นั่นคือ น้ำมัน หากมีการใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป เมื่อน้ำมันถูกใช้ในอุณหภูมิที่สูงมากกว่า 180 องศาเซลเซียส จะทำให้น้ำมันเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น น้ำมันสีเข้มขึ้น เหนียวมากขึ้น หรือมีฟอง หากทานอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า อาหารเกือบทุกอย่าง สามารถอุ่นทานซ้ำได้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย แต่ควรเก็บรักษาอย่างถูกวิธี เพราะอันตรายอาจเกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ดีเพียงพอ
ดัดแปลงจาก “กินอาหารค้างคืน เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?” ของนิตยสารสาระวิทย์ โดย สวทช.
สืบค้นจาก https://www.nstda.or.th/sci2pub/overnight-food/ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านที่ใช้ภาษาภาพพจน์ในการเขียน (เรื่องเล่า) |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง (นิทาน) |
| สาขา | มนุษยศาสตร์ |
| ความยาว | 1½ หน้า |
บทอ่านที่ 4
ถอนหญ้า
“ก๊อกๆๆๆๆ” เสียงเคาะประตูที่ดังผ่านแผ่นไม้มาพร้อม ๆ กับเสียง ที่ดูเหมือนกับเป็นคำสั่งว่า “ตื่นนอนได้แล้ว จะได้ช่วยกันทำงาน”
เด็กน้อยคนหนึ่งตื่นขึ้นมา ท่าทางงัวเงีย สลึมสลือ มือจับผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงมาพับและตอบรับเสียงปลุกนั้น
“อืม…..ตื่นแล้ว ได้ยินแล้ว”
“นี่วันหยุดนะเนี่ย” เด็กน้อยบ่นกับตัวเอง
“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จไปถอนหญ้าที่ไร่นะ” พ่อสั่งขณะที่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาให้ลูกชาย
เด็กน้อยพยักหน้าตอบและลงมือทานอาหารมื้อแรกของวันหลังจากทานอาหารเสร็จ เด็กน้อยเดินไปหยิบหมวกและเสื้อแขนยาวมาสวมเพื่อกันแดด แล้ววิ่งออกไปหน้าบ้าน กระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานโบราณสภาพเก่าโทรม บ่งบอกถึงอายุการใช้งาน ซึ่งมีพ่อเป็นผู้ขี่
ในระหว่างทางเด็กน้อยคุยกับพ่อตลอด เขาป้อนคำถามที่อยากรู้ ซึ่งบางครั้งดูเหมือนกับว่าผู้เป็นพ่อจะพยายามสอดแทรกให้แง่คิดตลอด โดยที่เด็กน้อยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นานนักก็ถึงไร่ที่เขามีภารกิจที่จะต้องทำ
“ถอนหญ้า”ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งหญ้าเปรียบเสมือน “ศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่”
“เดี๋ยวเจ้าถอนแปลงนี้นะ” พ่อสั่งพร้อมกับชี้นิ้วไปที่แปลงผัก เด็กน้อยรับคำและลงมือถอนหญ้าออกจากแปลงผักทีละต้น ทีละต้น จนกระทั่งศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่หายไปจากแปลงผักจนหมดสิ้น
“ไปพักกินน้ำที่ใต้ต้นมะม่วงก่อนไป” เด็กน้อยรับคำพ่อแล้วเดินไปพัก
“กลับมาเร็วๆ นะ ยังมีอีกแปลงหนึ่ง” เสียงพ่อสั่งตามหลังเด็กน้อย
หลังจากได้พักกินน้ำ พ่อได้ส่งจอบให้เด็กน้อยพร้อมกับพูดว่า “เอ้า…เอาไปถากหญ้า”
เด็กน้อยรับจอบและตรงไปยังแปลงผักเพื่อทำภารกิจต่อ
ดูเหมือนกับว่าเด็กน้อยจะพึงพอใจกับการใช้จอบถากหญ้ามากกว่าการใช้มือถอน เหตุผลก็คือ มันทำให้เขาสามารถทำงานได้รวดเร็วซึ่งไม่นานนักเขาก็จัดการกับศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่อย่างราบคาบ
หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้นลง พ่อลูกก็พากันกลับบ้าน ระหว่างทางเด็กน้อยถาม
“ทำไมไม่ให้ผมใช้จอบตั้งแต่แรกล่ะ ทั้ง ๆ ที่ทำงานได้เร็วกว่า”
พ่อไม่ตอบ ได้แต่อมยิ้ม เก็บซ่อนคำตอบไว้เพียงผู้เดียว
ผ่านไป ๑ สัปดาห์ พ่อได้พาเด็กน้อยกลับไปที่ไร่อีก
สิ่งที่เด็กน้อยเห็นก็คือ แปลงที่ใช้มือถอน บัดนี้ไม่มีหญ้าให้เขาถอนเลยแม้แต่ต้นเดียว แต่… แปลงที่ใช้จอบถาก กลับมีต้นหญ้าปกคลุมเหมือนเดิม
“ทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะครับพ่อ” เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย ทั้ง ๆ ที่เขาได้จัดการมันหมดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
พ่อตอบ “แปลงที่เจ้าใช้มือถอนน่ะ เจ้าได้ถอนมันถึงรากถึงโคน ส่วนแปลงที่เจ้าใช้จอบถากน่ะ เจ้าเพียงแต่ตัดเอาส่วนปลายของมันออกเท่านั้น มันยังคงมีส่วนที่ฝังลึกอยู่ในดินอีก
เด็กน้อยยิ้มรับด้วยความเข้าใจ
บทอ่านสำหรับทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (ระดับกลาง)
| ประเภทของบทอ่าน | ให้ข้อมูล |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง (รายงานข่าว) |
| สาขา | มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 1 หน้า |
บทอ่านที่ 1
สถานการณ์ของโรคฝีดาษลิง
ข้อมูลจากสถาบันโรคผิวหนังระบุว่าฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ ซึ่งติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือผิวหนังของสัตว์ที่ป่วยผ่านทางจมูก ปาก ตา และผิวหนังของมนุษย์ การนำซากสัตว์ป่วยมาปรุงอาหาร รวมทั้งการถูกสัตว์ป่วยกัดหรือข่วน ส่วนการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์เป็นการติดต่อผ่านละอองฝอยทางการหายใจ การสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย การสัมผัสเลือดหรือรอยโรคที่ผิวหนัง หรือของใช้ส่วนตัวที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย หลังได้รับเชื้อซึ่งมีระยะฟักตัว 7-14 วัน หรืออาจนานถึง 21 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างฝีดาษลิงกับฝีดาษทั่วไป เนื่องจากฝีดาษทั่วไปจะไม่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต
องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า สถานการณ์ปัจจุบันของโรคฝีดาษลิงได้แพร่กระจายไปหลายประเทศ มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังเป็นโรคที่มีความเสี่ยงต่ำที่ยังไม่ถึงกับต้องประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นระดับการเตือนขั้นสูงสุดขององค์การอนามัยโลกเหมือนกับที่ประกาศใช้กับการระบาดของโรคโควิด 19
อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยได้ประกาศให้โรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และได้ยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ โดยมีการตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่สนามบิน ซึ่งเน้นเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางจากประเทศในแถบแอฟริกากลางที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไนจีเรีย คองโก และในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ สเปน และยังตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขกรณีโรคฝีดาษลิงเพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์แล้วจัดทำแผนและปรับเปลี่ยนมาตรการให้เหมาะสมด้วย
ผู้ที่เดินทางไปประเทศที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิงให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหะ ได้แก่ สัตว์จำพวกลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก เป็นต้น ถ้ามีการสัมผัสสัตว์เหล่านี้ให้รีบล้างมือด้วยสบู่ และหลังเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดให้สังเกตอาการ นอกจากนี้ยังควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อด้วยการหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า กินอาหารปรุงสุก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งและบาดแผลของสัตว์ รวมทั้งไม่สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่สงสัยว่าป่วยหรือมีประวัติเสี่ยง
โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่พบไม่บ่อย และโอกาสการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์มีน้อยมาก แตกต่างจากโรคโควิด 19 ที่ติดเชื้อง่าย แพร่ระบาดเร็วและมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโรคนี้ยังคงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นการรักษาสุขอนามัยจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ และต้องฝึกปฏิบัติให้เป็นนิสัยเพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยจากโรคฝีดาษลิง โรคโควิด 19 และโรคระบาดใหม่ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ดัดแปลงจาก “สถานการณ์ของโรคฝีดาษลิง” ของ นางสาวสุภาพร ครุสารพิศิฐ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิชาการประชาสัมพันธ์)
สืบค้นจาก 20220718d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e161139.pdf (prd.go.th) เมื่อวันที่ 16 กรกฏาคม 2567
| ประเภทของบทอ่าน | ให้ข้อมูล |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง (รายงานข่าว) |
| สาขา | สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 1 หน้า |
บทอ่านที่ 2
แบคทีเรียกินพลาสติกคืออะไร จะช่วยลดมลพิษให้กับโลกได้หรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนา “พลาสติกที่ย่อยสลายตัวเองได้” ซึ่งพวกเขาบอกว่าจะช่วยลดปัญหามลพิษที่มาจากขยะพลาสติกโพลียูรีเทน (Polyurethanes) เป็นพลาสติกที่ถูกใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เคสโทรศัพท์มือถือไปจนถึงรองเท้ากีฬา แต่โพลียูรีเทนนั้นรีไซเคิลได้ยากและส่วนใหญ่มักจะถูกกำจัดด้วยการนำไปฝังกลบ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้ค้นพบทางแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์ ด้วยการผสมสปอร์ของแบคทีเรียกินพลาสติกที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นเข้าไปในเนื้อพลาสติก ทำให้เกิดพลาสติกชนิดใหม่ที่สามารถย่อยสลายตัวเองได้
ตัวสปอร์ชนิดนี้จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไหวในช่วงอายุการใช้งานของพลาสติก แต่จะกลับมามีชีวิตและเริ่มย่อยสลายผลิตภัณฑ์พลาสติกนั้น เมื่อมันสัมผัสกับสารอาหารที่อยู่ในกองปุ๋ยหมัก
เรื่องนี้ทำให้การลดมลพิษมีความหวังมากขึ้น ฮาน โซล คิม นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซาน ดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ กล่าวว่า “เราสามารถลดมลพิษจากพลาสติกที่อยู่ในธรรมชาติได้”
นอกจากนี้สปอร์ของแบคทีเรียยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือเพิ่มความทนทานให้กับพลาสติก
“กระบวนการของเราทำให้วัสดุมีความทนทานมากขึ้น ดังนั้น มันจึงช่วยยืดอายุการใช้งาน” จอน โพกอร์สกี นักวิจัยร่วม กล่าว “จากนั้นเมื่อเราใช้งานมันจนเสร็จแล้ว เราสามารถกำจัดมันออกจากสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม”
เขากล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า พลาสติกชนิดย่อยสลายตัวเองยังอยู่ในขั้นตอนของห้องปฏิบัติการ แต่จะใช้งานได้จริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากผู้ผลิตพลาสติกเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ
แบคทีเรียที่ถูกนำมาผสมในพลาสติก คือ แบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) เป็นแบคทีเรียที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในวัตถุเจือปนอาหารและโพรไบโอติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กชนิดหนึ่ง
แต่กระบวนการสำคัญที่สุดในการผลิตพลาสติกย่อยสลายตัวเองได้คือ แบคทีเรียจะต้องได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้สามารถทนต่ออุณหภูมิที่สูงมาก ซึ่งจำเป็นในการผลิตพลาสติก
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อมั่นต่อแนวคิดในการพัฒนาวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และนำมาใช้แทนพลาสติกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนโต้แย้งว่า การลดปริมาณการใช้พลาสติกตั้งแต่ต้นเป็นวิธีการที่ดีกว่ามาก
ในการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติรอบสุดท้าย เกี่ยวกับสนธิสัญญาอนาคตพลาสติกโลก สิ้นสุดลงไปแล้วในประเทศแคนาดา ซึ่งชาติสมาชิกได้บรรลุเป้าหมายร่วมกันในการแก้ปัญหามลพิษจากพลาสติก
ศาสตราจารย์สตีฟ เฟลทเชอร์ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิวัติพลาสติก มหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ สหราชอาณาจักร กล่าวว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการจัดการกับมลพิษพลาสติกคือการมีข้อตกลงร่วมกันในระดับโลกอย่างมีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อลดปริมาณพลาสติก
เขากล่าวกับบีบีซีว่า “ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ในลักษณะนี้ เพราะมันอาจให้ความรู้สึกว่า เราควรลดความกังวลให้น้อยลงเกี่ยวกับมลพิษพลาสติก เพราะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อมมันจะย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย แต่อย่างไรก็ดี สำหรับพลาสติกส่วนใหญ่มันไม่เป็นเช่นนั้น”
ดัดแปลงจาก https://www.bbc.com/thai/articles/cmm3ypnvvn6o
สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านแสดงความคิดเห็น |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 1 หน้า |
บทอ่านที่ 3
น้ำหอมกับความสุขที่เรา “คิดว่า” ไม่เดือดร้อนใคร
เราหลายคนอาจเคยยึดคติที่ว่า “อะไรที่มีความสุขก็ทำไป ไม่เดือดร้อนใครก็พอ” เพียงแต่ประโยคที่ว่า “ไม่เดือดร้อนใคร” มันช่างละเอียดอ่อน และบางทีเราก็หลงเข้าใจผิดไปเองว่า ไม่เดือดร้อนเขา…
หากพิเคราะห์ประโยคที่ว่า “ความสุขที่ไม่เดือดร้อนใคร” ให้ดีคงพบได้ว่ามันมีนัยยะบางอย่างบ่งบอกอยู่ ความสุขที่ที่ว่านั้นมันต้องมีอะไร จนทำให้ต้องออกตัวปกป้องว่า “ไม่เดือดร้อนใคร” ดังเช่น เป็นความสุขที่คนอื่นอาจมองว่าไม่น่าสุข หรือเป็นความสุขที่คนอื่นเขาไม่ได้สุขด้วย เป็นไปได้ด้วยว่าความสุขที่ไม่เดือดร้อนใครนั้น เราคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่เดือดร้อน แต่จริง ๆ มีคนเดือดร้อนก็เป็นได้…
“ความสุข” ที่ไม่เดือดร้อนใครนั้นมันต้องไม่กระทบความเป็น “ปกติ” ของผู้อื่นด้วย เช่น เพลงที่เราเปิดฟังในบ้าน ต่อให้เป็นเพลงที่ไพเราะสำหรับเรามากมาย แต่หากเปิดไปเข้าหูข้างบ้านดัง ๆ เขาย่อมมีสิทธิ์รำคาญ ต่อให้ดังไม่มาก ไม่เกินกฎหมายกำหนดเขาก็มีสิทธิไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบก็นับได้ว่ามีคนเดือดร้อน
“น้ำหอม” สิ่งที่สร้างมาเพื่อความหอม เราส่วนใหญ่ล้วนชอบ “หอมมากกว่าเหม็น” ถึงแม้ได้ชื่อว่าหอม แต่สำหรับบางคนมันก็เหม็นได้เช่นกัน และแม้หอมจะดีกว่าเหม็น แต่อาจไม่ได้หมายความว่า หอมจะดีกว่ากลิ่น “ปกติ” หรือธรรมชาติปัจจุบันที่เป็นอยู่
น้ำหอมที่หอมสำหรับเราแต่เมื่อไปเข้าจมูกใครบางคนมันอาจกลายเป็นกลิ่นไร้รสนิยมก็เป็นได้ บางทีมันไม่ได้สำคัญเลยว่าจะหอมหรือไม่ เพียงแค่นี่ไม่ใช่กลิ่นที่เขาชอบ หรือเราอาจแอบเหยียดน้ำหอมคนอื่นเพียงเพราะรู้ที่มาของน้ำหอมนั้น รวมแล้วเราอาจดิ้นรนหรือตัดสินบางสิ่งเพียงแค่ราคาหรือความคิดของเรา ความสุขก็เช่นกัน
คนเรามักเลือกน้ำหอมตามที่เราชอบเป็นเบื้องต้น เพราะเช่นนี้จึงเป็นไปได้ว่าเราไม่เคยรับรู้เลยว่าน้ำหอมอื่นอาจหอมกว่า หรือน้ำหอมที่เราซื้อมาเป็นเพียงของปลอม ที่ผลคือหอมไม่นานก็จางและเปลี่ยนไป เสื้ออาจเป็นรอยด่าง ผิวอาจเกิดอาการแพ้ และสนับสนุนธุรกิจผิดกฎหมาย นั่นเพียงเพราะเราไม่ได้รู้จักอะไรดีพอ คิดเอาว่าแค่ชอบแบบง่าย ๆ ความสุขก็เช่นกัน
ที่สำคัญน้ำหอมที่หลายคนฉีดเพราะต้องการความมั่นใจ เราฉีดเพราะต้องการ “เติมความมั่นใจ” นั่นแสดงว่าเรากำลัง “ขาดความมั่นใจ” เราย่อมใส่มันเกินพอดี เช่นนี้คือภาวะที่ “มากเกินไป” การมีคนชมจึงหลงไป แม้รู้ตัวว่าเริ่มฉุนแต่คิดเอาว่าคนอื่นเขาคงชอบจึงทนได้ โดยที่ไม่เคยรู้ว่าคนที่ชอบอาจชม แต่ที่ไม่ชมและไม่ชอบแล้วไม่พูดอาจมีมากกว่า ความสุขที่ไม่เดือดร้อนใคร
น้ำหอมควรทำเรามั่นใจเพราะคนที่จะได้กลิ่นนั้นไปตลอดคือเรา บางทีก็ควรฉีดแค่เพื่อความสุขของตัวเอง
ที่สุดแม้เราจะเลือกน้ำหอมที่ดี ไม่สำคัญว่าแพงแค่ไหน ไม่สำคัญว่าใครจะชอบหรือไม่ และคิดว่ามันพอดีแล้วก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า ความเคยชินทำให้เราได้กลิ่นมันน้อยลง และคิดไปเองว่ายังหอมไม่พอ เราจึงต้องการปริมาณที่มากขึ้น จนสุดท้ายมากไปโดยไม่รู้ตัว และมันก็ “มากไป” เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด
ความสุขเป็นเรื่องที่ควรทำให้เรามีความสุขจริง ๆ แต่ความสุขของบางคนกลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนเอง ความสุขบางคนให้ค่าเพียงราคา ความสุขบางคนคิดไปเองว่าทำเพื่อคนอื่น ความสุขบางคนเมื่อมีแล้วก็เคยชินดิ้นรนหาต่อไปจนไม่พอดี ความสุขที่ไม่เดือดร้อนใครอาจแค่วันนี้ หรือจะอ้างว่าจะเดือดร้อนก็แค่ตัวเรา ใด ๆ เช่นนั้นมันก็ไม่น่าใช่ความสุขแท้
น้ำหอมไม่ใช่สิ่งสร้างความเดือดร้อนได้มากมายในชีวิตจริง ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร คุณว่าจริงไหม
ดัดแปลงจาก https://sirichaiwatt.com
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านแสดงความคิดเห็น |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 1 หน้า |
บทอ่านที่ 4
ยิ่งรวยจะยิ่งหยาบคาย
สิ่งที่เป็นลบเบื้องต้นเกี่ยวกับความมีเงิน นอกจาก “ความงก” ที่มากขึ้นแล้ว ก็คือภาระความรับผิดชอบในการรักษาเงินทองที่มีอยู่และให้มันงอกเงยขึ้น ส่วนที่เป็นลบอีกประการหนึ่งก็คือ ความหยิ่งผยอง ความหยาบคาย ไม่ง้อไม่สนใจใคร ซึ่งน่าเสียดายเป็นอันมาก ดังนั้นจึงต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อมีเงินทองมากขึ้นเพราะลักษณะเป็นลบเช่นนี้จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยา คือ Dr. Dace Keltner ที่ Berkeley ทำการทดลองโดยการอัดวิดีโอภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า ๑๐๐ คน ที่ไม่รู้จักกัน มารวมกันไว้ในห้องหนึ่งโดยไม่ให้รู้ตัว เขาแบ่งนักศึกษาเหล่านี้ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมาจากครอบครัวที่มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดี และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ดี สิ่งที่เขาพบยืนยันความเชื่อของเขาที่ว่า “คนยิ่งรวย ยิ่งหยาบคาย”
อาจารย์ท่านนี้พบว่านักศึกษาที่อยู่ในกลุ่มครอบครัวรวยมีแนวโน้มที่จะ “หยาบคาย” ในระหว่างความเงียบในห้อง กล่าวคือ ต่างคนจะต่างนั่งทำอะไรของตนเอง เช่น หวีผม ทาแป้ง ทาปาก ฯลฯ โดยไม่มองหรือทักทายกันหรือแสดงท่าทีว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้คือสัญญาณของ “ความหยาบคาย”
สำหรับนักศึกษาในกลุ่มที่ไม่รวย นักศึกษาจะมีท่าทีสนใจซึ่งกันและกันมากกว่า มีการหัวเราะหรือยักคิ้ว มีทีท่าที่แสดงการยอมรับการมีคนอื่นอยู่ในห้อง โดยสรุปก็คือ มีลักษณะของ “ความสุภาพ” มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ศาสตราจารย์เคลต์เนอร์สรุปว่าผลจากการทดลองยืนยันพฤติกรรมพื้นฐานของสัตว์โดยทั่วไป กล่าวคือ สัตว์ที่ยิ่งอยู่บนวงจรอาหารที่สูง คือมีความแข็งแรงกว่า ต่อสู้กับโลกได้ดีกว่า จะมีท่าทีไม่สนใจสัตว์ที่อยู่ในวงจรอาหารที่ต่ำกว่า สัตว์ใหญ่ที่กินสัตว์เล็กกว่าเป็นอาหาร ไม่ง้อหรือแคร์สัตว์ที่เล็กกว่า ในขณะสัตว์ที่อยู่ในส่วนล่างของวงจรจะแคร์สัตว์ใหญ่ เพราะการอยู่รอดของตนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของสัตว์ใหญ่กว่า
สำหรับมนุษย์นั้น ศาสตราจารย์เคลต์เนอร์เชื่อว่าประสบการณ์จากความมีเงินทำให้พวกเขาลดความใส่ใจคนที่จนกว่าเนื่องจากไม่ต้องพึ่งพา ไม่ต้องคิดถึงหัวอกเพราะมีความเป็นไปได้น้อยที่จะต้องขอความช่วยเหลือในวันหน้า ในขณะที่สถานการณ์ตรงกันข้ามเกิดกับคนที่จนกว่า ความไม่แน่นอนที่อาจต้องพึ่งพิงคนรวยกว่าในอนาคตทำให้ต้องใส่ใจคนอื่น ๆ ซึ่งกระบวนการนี้ ทำให้เขาเป็นคนสุภาพโดยไม่ตั้งใจ
ความจริงข้อนี้เป็นสิ่งน่าพึงสำเหนียกสำหรับคนมีเงินหรือคนพอมีเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะขึ้นมา ถึงแม้จะไม่ตั้งใจ “หยาบคาย” แต่ก็อาจกระทำสิ่ง “หยาบคาย” ไปโดยไม่รู้ตัวเพราะธรรมชาติของสิ่งที่กล่าวมาแล้ว
ยิ่งรวยขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องระวังตัวมากขึ้นเพียงนั้น ตราบที่ยังต้องการเป็นคนที่รักของเพื่อน ของญาติ ของลูกน้องอยู่ อย่าลืมว่าจะยิ่งถูกจับตามองจากคนรอบด้านมากเป็นพิเศษเมื่อรวยขึ้น หากไม่พยายามฝืนความเป็นลบอันเกิดจากความรวยที่เกิดขึ้นเองอัตโนมัติแล้ว โดยเผลอปล่อยให้มันเป็นไปตามเส้นทางของธรรมชาติ ท่านอาจถูกเกลียดชังโดยตนเองไม่เข้าใจก็เป็นได้
คงจะไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าเมื่อมีเงินแล้วกลับถูกเกลียดชังมากขึ้น ขาดเพื่อนที่จริงใจ จะมีก็แต่ความสุขกายที่เงินทองหาซื้อให้ได้ แต่ไม่มีความสุขใจเลย
การรวยขึ้นไม่จำเป็นว่าจะทำให้มีความสุขซึ่งประกอบด้วยความสุขกายและความสุขใจมากขึ้นเสมอไป เพราะความสุขกายนั้นเป็นองค์ประกอบของความสุขที่เป็นส่วนเล็กกว่าสุขใจ
ดัดแปลงจาก วราภรณ์ สามโกเศศ. ยิ่งรวยจะยิ่งหยาบคาย. แพรว. ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒.
บทอ่านสำหรับทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (ระดับสูง)
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านให้ข้อมูล |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 2 หน้า |
บทอ่านที่ 1
“งิ้ว” …หนึ่งภาพสะท้อนของวัฒนธรรมจีนในเมืองไทย
“งิ้ว” เป็นศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นมานานกว่า 5,000 ปี เริ่มต้นจากสมัยราชวงศ์จิวซึ่งมีการผสมผสานการขับร้องและการเจรจาประกอบกับลีลาท่าทางของนักแสดงให้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราว โดยนำเหตุการณ์ในพงศาวดารและประวัติศาสตร์มาดัดแปลงเป็นบทแสดง นอกจากนี้ในการแสดงงิ้วยังมีความเชื่อ ประเพณี และศาสนาผสมผสานอยู่ด้วยเช่นกัน งิ้วในยุคสมัยนั้นยังไม่มีแบบแผน มีผู้แสดงเพียงไม่กี่คน และเป็นเพียงการแสดงเรื่องสั้น ๆ
“งิ้ว” เจริญรุ่งเรืองมากในช่วงปลายราชวงศ์ชิง โดยเฉพาะในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา การแสดงงิ้วเจริญถึงขีดสุด เพราะมีการแสดงงิ้วกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจีน ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะพระนางซูสีไทเฮาทรงโปรดปรานการแสดงงิ้วมาก จึงทำให้มีผู้อุปถัมภ์และมีผู้นิยม “งิ้ว” มากขึ้น งิ้วจึงเป็นมหรสพที่หาชมได้เพียงในระราชวังหรือในตระกูลของผู้สูงศักดิ์เท่านั้น
หลังจากพระนางซูสีไทเฮาและพระเจ้ากวงสูสวรรคต ราชวงศ์ให้การสนับสนุนงิ้วลดลง “งิ้ว” จึงต้องลดบทบาทด้วยการออกมาแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ สาเหตุนี้ถือเป็นก้าวแรกที่การแสดงงิ้วได้ถ่ายทอดมาสู่สามัญชนจนเป็นที่รู้จัก และสุดท้ายก็เผยแพร่ออกไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
สำหรับเมืองไทยนั้นมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกว่าคนไทยเรารู้จัก “งิ้ว” มาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา นั่นคือ บันทึกรายวันของบาทหลวง เดอ ชัวสี ในคราวที่ติดตามมองซิเออร์ เลอ เชอวาเลีย เดอโชมองต์ เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ และบันทึกของลา ลูแบร์ ทูตชาวฝรั่งเศสที่เรียกการแสดงชนิดนี้ว่า “Comedie’a la chinoise” ซึ่งมีผู้แปลในฉบับภาษาอังกฤษว่า “A Chinese Comedy” มีความหมายโดยรวมว่า “ละครจีน”
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกถึงที่มาของชื่อการแสดง “งิ้ว” อย่างแน่ชัด กระทั่งถึงสมัยกรุงธนบุรีซึ่งเป็นยุคที่มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยมากขึ้น ชื่อเรียกการแสดง “งิ้ว” จึงปรากฏขึ้น ดังในหลักฐานเมื่อครั้งที่พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดฯ ให้จัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ เพื่ออัญเชิญพระแก้วมรกต ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์และทรงอัญเชิญลงมาด้วย ในขบวนแห่นอกจากจะมีโขน ละคร ดนตรี ปี่พาทย์แล้ว ยังมีหมายรับสั่งให้มี “งิ้ว” ไปแสดงในเรือด้วย โดยมีข้อความว่า “งิ้วลงสามป้าน พระยาราชาเศรษฐีหนึ่ง หลวงรักษาสมบัติหนึ่งรวมมีงิ้วด้วยกันถึง 2 ลำ
ประเภทของงิ้วที่แสดงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “งิ้วหลวง” กับ “งิ้วท้องถิ่น” งิ้วหลวง คือ งิ้วประจำชาติของประเทศจีน เรียกกันว่า “จิงจวี้” หรือ “กั๋วจวี้” เป็นงิ้วที่มีมาตรฐานและเน้นความถูกต้องในศิลปะการแสดงของตัวละครทุก ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นลีลาการร่ายรำ ท่วงทำนอง เสียงดนตรีประกอบเรื่อยไปจนถึงการแต่งกายและการแต่งหน้าของตัวละคร มาตรฐานดังกล่าวนี้เองที่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นการแต่งกาย วัฒนธรรมและจารีตประเพณีดั้งเดิมของชาวจีนในยุคโบราณได้อย่างชัดเจน
งิ้วท้องถิ่น คือ งิ้วที่เจริญขึ้นในมณฑลหรือเขตหนึ่งๆ โดยมีวิวัฒนาการจากการละเล่นพื้นเมืองในท้องถิ่นนั้น ภาษาที่ร้องก็เป็นภาษาถิ่น ทำให้มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันออกไป เช่น งิ้วแต้จิ๋ว งิ้วฮกเกี้ยน งิ้วกวางตุ้ง งิ้วไหหลำ เป็นต้น แบบแผนของงิ้วท้องถิ่นดูไม่เคร่งครัดนัก ต่างไปจากงิ้วหลวง
หากจะกล่าวถึงความโดดเด่นของการแสดงงิ้ว นอกจากลีลา การร่ายรำและการเคลื่อนไหวของผู้แสดงแล้ว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตลอดจนการแต่งหน้าก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งิ้วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การแต่งกายของตัวละครจะบ่งบอกถึงบทบาทของตัวแสดง ไม่ว่าจะเป็นหมวก เสื้อผ้า เข็มขัด รองเท้า สีสันของเสื้อผ้า เครื่องประดับ ตลอดจนลวดลายที่ปักอยู่บนเสื้อแต่ละตัวก็สามารถทำให้ผู้ชมรู้ถึงลำดับยศฐาบรรดาศักดิ์ ขุนนางฝ่ายบุ๋น ขุนนางฝ่ายบู๊ คหบดี หรือสามัญชนได้ชัดเจน
ส่วนสีสันของการแต่งหน้าที่ต่างกันจะบ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยของตัวละคร โดยสีต่าง ๆ นั้นจะมีความหมายแฝงอยู่ เช่น สีแดงแสดงถึงความจงรักภักดี สีม่วงแสดงถึงความเป็นคนหนักแน่น มีใจเด็ดเดี่ยว สีดำแสดงถึงความเป็นคนป่าเถื่อน สีน้ำเงินและสีเขียวแสดงถึงความเป็นคนใจร้าย มุทะลุ สีเหลืองแสดงถึงความกล้าหาญ แน่วแน่ สีขาวแสดงถึงความเป็นคนเจ้าเล่ห์ สีชมพูขาวแสดงถึงความเป็นคนใจอำมหิตและชั่วร้ายมาก สีอิฐหรือแดงเข้มแสดงถึงผู้สูงอายุ สีทองและสีเงินมักเป็นสีที่ใช้แต่งหน้าเทพ นักพรตหรือปีศาจที่มีเวทมนตร์คาถา
สีเขียวอ่อนใช้แต่งหน้าพวกตัวปีศาจ ฯลฯ
ถือได้ว่า “งิ้ว” เป็นสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมประเพณีรูปแบบหนึ่งของจีนได้อย่างเด่นชัด และมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อของชาวจีนอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าชาวจีนจะไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ใดก็มักจะมีการแสดงงิ้วเมื่อมีเทศกาลหรือ งานประเพณีสำคัญๆ อยู่เสมอ เช่น งานฉลองศาลเจ้า งานฉลองวันสารทเดือน เจ็ด งานฉลองวันเทศกาลกินเจเดือนเก้า งานฉลองแก้บน ฯลฯ เพราะถือว่าเป็นการตอบแทนคุณเจ้าที่คอยดูแลให้คนในท้องถิ่นอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีทุกข์ภัยไข้เจ็บ
ในเมืองไทย การแสดงงิ้วได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีคณะงิ้วของทั้งคนไทยและคนจีน มีการเปิดโรงเรียนสอนงิ้ว และมีโรงงิ้วเปิดแสดงเป็นจำนวนมากบนถนนเยาวราช แต่เมื่อมีความบันเทิงในรูปแบบอื่นตามแบบวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากขึ้น ความนิยมในการชมงิ้วก็ลดลงไปด้วย โรงงิ้วที่เคยมีมากมายถูกปรับเปลี่ยนจนเหลือเพียงเค้าโครงรูปแบบของโรงงิ้วแบบเดิมกับคำบอกเล่าจากผู้คนในย่านนั้นว่าครั้งหนึ่งที่แห่งนั้นเคยเป็นโรงงิ้วมาก่อน
มาถึงทุกวันนี้การแสดงงิ้วในเยาวราชได้เลือนหายไปแล้ว จะมีให้เห็นบ้างตามศาลเจ้าและในเทศกาลสำคัญๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเจริญทางเทคโนโลยีตลอดจนเรื่องของภาษาที่ใช้ เพราะเป็นภาษาจีนท้องถิ่นที่มีผู้ชมน้อยคนที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น อัตราว่าจ้างคณะงิ้วมาแสดงมีราคาค่อนข้างสูงกว่ามหรสพประเภทอื่น ๆ และการขอใบอนุญาตเล่นงิ้วประจำปีค่อนข้างยุ่งยาก ทั้งหมดเป็นเหตุผลทำให้ “งิ้ว” ค่อยๆ เลือนหายไปจากความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป
แม้ว่าการแสดง “งิ้ว” แบบดั้งเดิมจะหาชมได้ยากในยุคสมัยนี้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีคณะงิ้วบางคณะหลงเหลืออยู่พอให้ได้ชมการแสดงอยู่บ้าง แม้ว่าจะถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงการแสดงคู่กับศาลเจ้าก็ตามที แต่นั่นก็คือหนึ่งภาพสะท้อนที่ทำให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของชาวจีนกับชาวไทยที่มีมาเนิ่นนานนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ดัดแปลงจาก : “ความเป็นมาของงิ้ว.” ถาวร สิกขโกศล. “อุปรากรจีน (งิ้ว)” มาลินี ดิลกวาณิช. “งิ้วกับศิลปะการแต่งหน้า” พรพรรณ จันทโรพานนท์. คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านแสดงความคิดเห็น |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง (วิเคราะห์ข่าว) |
| สาขา | สังคมศาสตร์ (เศรษฐกิจ) |
| ความยาว | 2 หน้า |
บทอ่านที่ 2
การซื้อขายทองคำ อีกทางเลือกของการลงทุนในช่วงดอกเบี้ยแบงก์…ต่ำ
นับแต่โบราณกาลมาแล้วที่มนุษย์รู้จักนำทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สินแร่มากมายถูกขุดขึ้นแปรรูปเป็นวัสดุเครื่องใช้ต่าง ๆ แต่มีแร่ชนิดหนึ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญและคุณค่ากับมันอย่างมหาศาล นั่นคือ “ทองคำ”
ทุกยุคทุกสมัย ทองคำได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดในคลังสมบัติ ผ่านล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน ทองคำก็ยังเป็นสิ่งที่มวลมนุษย์ใฝ่หา หวังจะได้สัมผัสและมีไว้ในครอบครอง ไม่เว้นแม้แต่ในการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันนี้ ทองคำน้ำหนัก 1 บาท มีค่าเป็นเงินถึง 24,000-25,000 บาท (ไม่คิดรวมค่ากำเหน็จสำหรับทองรูปพรรณ) นอกจากนี้ทองคำแท่งหนัก 1 กิโลกรัม มีค่าเกินล้านบาทกันเลยทีเดีย ทำให้คนทั่วโลกมีแนวคิดว่า หากผู้ใดได้เป็นเจ้าของหรือมีทองคำเก็บสะสมไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแล้วก็จะอุ่นใจได้ถึงชีวิตที่มั่นคงในอนาคต เพราะทองคำคือวัตถุอย่างหนึ่งที่การันตีถึงความมั่งคั่งด้านทรัพย์สินนอกเหนือไปจากตัวเลขในบัญชีเงินฝากธนาคาร
ดังนั้นการลงทุนผ่านทองคำจึงนับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะประชาชนเชื่อว่าราคาของสินแร่ประเภทนี้ แม้จะมีการอ่อนตัวลงบ้างบางขณะ แต่สักพักก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงมูลค่าไปในทางขยายตัวมากกว่า จนเกิดการเก็งกำไรขึ้น (ตลาดซื้อขายล่วงหน้า) ส่งผลให้ราคาทองคำในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้น และยังคงสูงต่อไป
ในขณะเดียวกัน บริษัทจัดการกองทุนหลายแห่งเริ่มจัดตั้งกองทุนที่อิงผลตอบแทนจากราคาทองคำ ออกมาให้นักลงทุนที่สนใจได้เข้าลงทุน โดยมีผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง
คุณพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมทองคำและผู้บริหารห้างทองเลี่ยงเส็งเฮง ให้ข้อมูลเรื่องราคาทองคำโดยสรุปว่า ราคาทองคำในต่างประเทศผันผวนมาก ราคาในประเทศไทยก็ขึ้นลงตามราคาต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาเราจะตั้งราคาทองคำตามราคาต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ดังนั้นถ้าทองต่างประเทศราคาสูงขึ้น ร้านทองในเมืองไทยก็ต้องตั้งราคาสูงขึ้นตาม ทั้งนี้เนื่องจากทองคำเป็นสิ่งที่ซื้อขายได้ทั่วโลก ถ้าประเทศไทยตั้งราคาต่ำกว่าราคาต่างประเทศ ก็จะมีพวกเก็งกำไรเข้ามากว้านซื้อทองคำในไทยเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ปริมาณทองคำภายในประเทศขาดแคลน นอกจากนี้ทองคำแท่งในปัจจุบันเป็นสินค้าที่ไม่ต้องเสียภาษีก็เหมือนกับเปิดทางให้นักเก็งกำไรเข้ามาหาผลประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวได้เต็มที่ ยกเว้นทองคำรูปพรรณที่ต้องเสียภาษี 10%
ปัจจัยจริง ๆ ที่ทำให้ราคาทองคำดีดตัวไม่คงที่นั้น เนื่องมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นเหตุให้กองทุนเฮดฟันด์ทั้งหลายย้ายการลงทุนจากพวกอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมาซื้อขายทองคำกันมากขึ้น รวมถึงพวกกองทุนนํ้ามันที่ไม่สามารถประคับประคองราคาขายนํ้ามันให้เกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรลได้ก็อาจโยกเงินลงทุนส่วนนั้นมาซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง ส่งผลให้ราคาทองคำในต่างประเทศปรับตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งเป็นไปตามกระแสลงทุนของเฮดฟันด์มากกว่าการซื้อขายจริง เพราะโดยปรกติแล้ววัตถุหรือสินค้าชนิดใดก็ตาม หากมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง
นอกจากนี้ผลกระทบของค่าเงินบาทยังส่งผลต่อราคาทองคำมาก เพราะถ้าค่าเงินบาทแข็งค่า ราคาทองคำก็จะอ่อนตัวลง แต่ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่านี้ ราคาทองก็จะปรับตัวสูงขึ้นไปกว่าเดิม ดังนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลังจึงควรจะมีมาตรการรองรับเรื่องนี้ เพราะหากปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนมากเกินไปเพื่อสนับสนุนการส่งออกซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศก็ออกจะเป็นสิ่งที่ ไม่ถูกต้องและไม่สมควรนัก
อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้บริโภครู้ว่าประเทศไทยเรายังไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องการซื้อขายทองคำ เพราะยังอยู่ในช่วงระหว่างการร่างกฎหมาย หากมีบริษัทไหนมาชวนให้ไปร่วมซื้อขายทองคำล่วงหน้า ก็ขอให้ ใช้ความระมัดระวังไว้ เพราะปัจจุบันมีบริษัทลักษณะนี้หลายบริษัทที่แอบทำการซื้อขายทองคำล่วงหน้าอยู่ โดยอ้างว่าเป็นการซื้อในต่างประเทศ เช่น จากฮ่องกง อังกฤษ หรือนิวยอร์ก แต่ในความเป็นจริงแล้วบริษัทเหล่านั้นอาจตกแต่งตัวเลขราคาทองคำบนกระดานอิเล็กทรอนิกส์ได้
ดังนั้นเมืองไทย นักลงทุนที่สนใจลงทุนในทองคำควรจะเป็นนักลงทุนที่มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ส่วนใหญ่จะซื้อในรูปของทองคำแท่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตามคนที่ต้องการลงทุนซื้อขายทองคำต้องประเมินสถานการณ์ของตนเองก่อนว่ามีเงินเหลือพอหรือไม่ เนื่องจากการลงทุนในทองคำไม่ใช่ว่าจะได้กำไรในวันหรือสองวัน ต้องเป็นคนใจเย็นและต้องศึกษาข้อมูลมาอย่างดีจริง ๆ เพราะหากลงทุนซื้อตามกระแสที่เข้ามาก็อาจมีสิทธิ์ขาดทุนได้เมื่อขายทิ้ง
ปัจจุบัน จากการสำรวจของหลายฝ่ายพบว่าเริ่มมีความสนใจกับการลงทุนผ่านทองคำมากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการฝากเงินไว้กับธนาคาร รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงสูงขึ้น เป็นเหตุให้กลุ่มนักลงทุนหรือนักธุรกิจมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มสูงขึ้นจึงหันมาซื้อทองคำแท่งแทน ขณะที่กลุ่มคนระดับกลางลงมาระดับล่างจะนิยมซื้อทองรูปพรรณเพื่อใช้เป็นของขวัญในงานมงคลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพวกกลุ่มย่อย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านที่เก็บสะสมเงินเพื่อซื้อทองไปเก็บออม แต่เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไม่ดี คนกลุ่มนี้ไม่มีเงินเหลือเก็บเลยทำให้ยอดการซื้อทองลดลงค่อนข้างมาก
สุดท้ายนี้ หลายฝ่ายยังมีการคาดการณ์กันว่า เมื่อพ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปีนี้ จะทำให้นักลงทุนยิ่งสนใจซื้อทองคำมาเก็บสะสม หรือเข้ามาเก็งกำไรในการซื้อขายทองคำเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาครัฐควรหาหนทางป้องกันและแก้ไข หรือวิธีควบคุมให้เกิดความเป็นธรรมในการซื้อขายมากขึ้น
ดัดแปลงจาก : “เก็บทองคำใส่พอร์ต อีกทางเลือกของการลงทุนในช่วงดอกเบี้ยแบงก์…ต่ำ”. ใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ฉบับที่ 10 มีนาคม 2551
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านแบบอภิปรายหลายประเด็น |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 2½ หน้า |
บทอ่านที่ 3
ชีวการเมือง: เมื่อโรคระบาดเผยโฉมหน้าอำนาจรัฐไทย
การระบาดของไวรัสโควิด-19 นับเป็นการระบาดในวงกว้างที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศ ท่ามกลางความกังวลเมื่อรัฐประกาศตัวเลขคนติดเชื้อและคนตายเพิ่มขึ้นทุกวัน ความหวังเดียวที่พอประคับประคองคนไทยให้ใช้ชีวิตต่อไปได้คือ “วัคซีน” อย่างไรก็ตาม การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลไทยกลับเป็นไปอย่างล่าช้า วัคซีนตัวหลัก AstraZeneca ผลิตและส่งมอบไม่ทัน วัคซีนตัวช่วย Sinovac ก็มีประสิทธิภาพไม่น่าเชื่อถือ และพบว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น อัมพาตหรือเสียชีวิต กระทั่งถูกสั่งระงับใช้งานในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ แม้ข่าวด้านลบจะออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าสั่งวัคซีนเจ้าปัญหาเข้ามาอีกจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่เข้าร่วมโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ระดับโลก (COVAX) ซึ่งเป็นช่องทางเข้าถึงวัคซีนคุณภาพในราคาต่ำ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเข้าร่วมกันหมด ประชาชนจำนวนมากจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์นโยบายจัดหาวัคซีนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางความอลหม่านของการจัดหาวัคซีน งานวิจัยเรื่อง “ชีวการเมืองกับขบวนการสร้างชาตินิยมแบบไทยในภาวะโรคระบาดโควิด-19: ศึกษานโยบายวัคซีนของรัฐไทย” ได้อธิบายไว้ว่า โรคระบาดทำให้รัฐมีอำนาจในการควบคุมชีวิตพลเมืองมากขึ้น โดยข้ออ้างในการปกป้องชีวิตมนุษย์จากภัยคุกคามอย่างเชื้อโรค แต่การรวมศูนย์อำนาจและการตัดสินใจเช่นนี้กลับไม่อาจถูกตรวจสอบได้โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในทางกลับกัน ผู้ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบหรือกระด้างกระเดื่องต่อรัฐกลับถูกดำเนินคดีและแปะป้ายให้เป็นพวกชังชาติ ความคิดเช่นนี้ได้รับการหนุนโดยประชาชนบางส่วนที่ถูกโน้มน้าวให้หวาดผวาเชื้อโรค และยอมจำนนต่อมาตรการทุกอย่างที่รัฐป้อนให้ในนามของความหวังดี โดยไม่คำนึงว่าแต่ละมาตรการที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ แม้ภายหลังจะปรากฏข้อมูลให้เห็นว่า นโยบายจัดหาวัคซีนของรัฐบาลเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่หรือสถาบันใด ๆ จนทำให้ประเทศไทยได้วัคซีนที่ไม่มีคุณภาพและล่าช้า แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยพร้อมใจเชื่อคำของรัฐบาลที่ว่า “ฉีดวัคซีน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”
ผู้วิจัยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การเมืองที่มีเป้าหมายกระทำต่อชีวิตมนุษย์มีกระบวนการ มีที่มา และอันตรายเพียงใด โดยเฉพาะในยามเกิดโรคระบาด ซึ่งรัฐรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจเอาไว้เอง โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคาม ผ่านแนวคิด “ชีวอำนาจ” (biopower) และ “ชีวการเมือง” (biopolitics) ซึ่งนำเสนอโดย มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)
ชีวอำนาจที่ฟูโกต์กล่าวถึงเป็นอำนาจที่ทำงานใน 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การสร้างวินัย ซึ่งมีเป้าหมายคือร่างกายมนุษย์ อำนาจวินัยมองร่างกายเปรียบเสมือนเครื่องจักรชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ และ 2) การควบคุมกำกับ ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่มนุษยชาติในฐานะเผ่าพันธุ์หนึ่งของสิ่งมีชีวิต กล่าวคือ อำนาจอย่างหลังมุ่งเป้าทำงานกับประชากรมนุษย์ ซึ่งมีกระบวนการทางชีววิทยา ตั้งแต่สืบพันธุ์ เกิด เจ็บป่วย และตาย
ฟูโกต์พยายามเสนอว่า ชีวอำนาจต่างจากอำนาจของผู้ปกครองดินแดนในยุคโบราณซึ่งเป็นเจ้าชีวิต มีประกาศิตสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้ปกครองให้ถึงแก่ความตายได้ อำนาจสมัยโบราณจึงเป็นอำนาจแบบทำให้ตาย (take life) หรือยอมให้อยู่ (let live) แต่การทำงานของชีวอำนาจต่างออกไป เพราะเป้าหมายคือ ทำให้อยู่ (make life) หรือไม่ให้ตาย ในบางกรณีอาจยอมให้ตายได้ (let die) หากพิจารณาแล้วว่า การสละชีวิตนั้น ๆ สามารถทำให้ประชากรโดยรวมมีชีวิตที่ดีขึ้น ชีวอำนาจไม่ตัดสินประหารใครเพื่อแสดงว่าตนเป็นเจ้า แต่จะประคบประหงมรักษาชีวิตของผู้อยู่ใต้อำนาจ เนื่องจากมองว่าหากมนุษย์มีชีวิตที่ดีจะทำประโยชน์ได้มากกว่า ชีวอำนาจใช้เครื่องมือและเทคนิคหลากหลายเพื่อวัตถุประสงค์นี้ อาทิ ความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข ความมั่นคงในชีวิต ฯลฯ
ส่วนชีวการเมือง คือภาคปฏิบัติของชีวอำนาจ โดยเป็นการทำให้อำนาจที่มีเป้าหมายดูแลชีวิตมนุษย์ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อการจัดการชีวิตของมนุษย์ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจ การออกนโยบายใด ๆ เพื่อบริหารจัดการชีวิตมนุษย์ ชีวอำนาจจึงเป็นการกำกับควบคุมชีวิตอย่างแยบยล โดยอาศัยกลไกของชีวการเมือง ผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจเช่นนี้จะไม่รู้สึกว่าชีวิตของตนถูกกำกับตั้งแต่เกิดจนตาย ตราบใดก็ตามที่พวกเขายังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอาจยังเห็นดีเห็นงามกับชีวอำนาจ ซึ่งคอยกำกับดูแลพวกเขาอยู่ ด้วยเหตุนี้ ชีวิตและร่างกายมนุษย์จึงมีความสำคัญในทางการเมืองขึ้นมา เพราะการปกป้องดูแลชีวิตได้กลายเป็นทั้งพันธกิจและเครื่องค้ำจุนความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ
ชีวการเมืองกับโรคระบาดของกองทัพไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เปิดสงครามกับมนุษยชาติ ภายใต้สถานการณ์สู้รบเช่นนี้ รัฐไทยเรียกร้องให้ประชาชนต้องร่วมมือกับรัฐ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ มาตรการ และบรรทัดฐานอย่างเคร่งครัด เพื่อขจัดภัยคุกคามอย่างเชื้อโรค พร้อมทั้งตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เพื่อรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจ บัญชาการ การกระจายข้อมูลข่าวสาร และการประกาศมาตรการควบคุมโรค เป็นกระบอกเสียงของรัฐในการรณรงค์ให้ประชาชนไทยปฏิบัติตามวิถีชีวิตแบบปกติใหม่ (new normal) อย่างเคร่งครัด เช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการรวมตัว ทำงานและเรียนออนไลน์ และทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของเชื้อ จะเห็นว่า มาตรการเหล่านี้คือการทำงานของชีวอำนาจที่สร้าง “ความปกติ” ขึ้นในสังคม (normalizing society) เพื่อให้สามารถควบคุมชีวิตมนุษย์ได้โดยง่าย
อย่างไรก็ดี ความปกติที่เพิ่งสร้างก็มีด้านไม่พึงปรารถนาเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อชีวอำนาจนั้นถูกใช้โดยรัฐไทย เพราะเมื่อมนุษย์เผชิญหน้าภัยคุกคามที่มองไม่เห็นและรับมือไม่เป็น พวกเขาจะยอมรับและฝากชีวิตไว้กับอำนาจที่อ้างว่าจะดูแลคุ้มครองให้ปลอดภัย กระทั่งยินดีให้อำนาจนั้นกำกับควบคุมชีวิตประจำวันของตน โดยปราศจากการตั้งคำถามใด ๆ
ในยามที่คนกำลังตระหนกจากโรคระบาด ความรู้ทางการแพทย์ที่แม้เป็นเพียงข้อสมมุติฐานที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์กลับกลายเป็น “ความจริง” ขึ้นมาได้ ไม่ว่าแพทย์จะพูดอะไร คนส่วนใหญ่ที่มีความหวาดกลัวก็พร้อมจะเชื่อเสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อจัดหาวัคซีนตัวหลักไม่ทัน และต้องรณรงค์ให้คนยอมฉีดวัคซีนรองซึ่งไม่มีประสิทธิภาพนัก รัฐบาลจึงฉวยใช้ความรู้จากแพทย์บางคนมาเกลี้ยกล่อมให้คนไทยยินยอมฉีดวัคซีนเท่าที่จัดหามาได้ พร้อมด้วยสูตรไขว้ต่าง ๆ ภายใต้คำกล่าวอ้างว่า รัฐได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดแก่พลเมืองแล้ว
เมื่อการฉีดวัคซีนเพื่อชาติกลายเป็นมาตรฐานของวิถีชีวิตแบบปกติใหม่ไปแล้ว ใครก็ตามที่ละเมิดบรรทัดฐานนี้โดยต่อต้านและวิจารณ์วัคซีนที่มาจากความห่วงใยของรัฐ จะถูกมองว่าผิดปกติจากสังคม หรือเป็นพวก “ชังชาติ” ยิ่งเมื่อคนกลุ่มนี้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อวัคซีนอย่างโปร่งใส ก็ยิ่งถูกมาว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมและอาจเป็นตัวแพร่เชื้อสู่คนไทยคนอื่นที่ยอมเชื่อฟังรัฐ “ชีวการเมือง” จึงถึงคราวบรรจบกับกระบวนการสร้างชาตินิยม ทำให้การลุกขึ้นมาตรวจสอบงบประมาณและเงื่อนไขในการจัดซื้อวัคซีนกลายเป็นความผิด เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐได้จัดหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตประชาชน
ในทัศนะของผู้วิจัย รัฐฉวยใช้ภัยคุกคามจากเชื้อโรค เพื่อเพิ่มอำนาจในการกำกับควบคุมชีวิตของผู้คนอย่างล้วงลึกไปถึงวัตรปฏิบัติประจำวัน ออกกฎหมายฉุกเฉินที่อาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ปรุงแต่ง “ความจริง” ผ่านสื่อหลักและหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร และเสริมสร้างชาตินิยมให้แข็งแกร่งขึ้น
ทั้งหมดนี้เมื่อมองผ่านแนวคิดชีวอำนาจและชีวการเมืองแล้ว จะเห็นได้ว่ากระบวนการจัดหาวัคซีนที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เป็นเหมือนการเล่นกับความเป็นความตายของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องการเมืองอย่างแยกไม่ออก เพราะเป็นการเมืองที่แนบเนียน กระทั่งว่าผู้คนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าชีวิตของตนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่กำลังทำเพื่อชาติ ทว่าชาติที่ไม่คำนึงถึงการตัดสินใจของเหล่าสมาชิกอาจจะน่ากลัวยิ่งกว่าโรคระบาดที่กัดกินชีวิตของมนุษย์ก็เป็นได้
ดัดแปลงจาก “ชีวการเมืองกับขบวนการสร้างชาตินิยมแบบไทยในภาวะโรคระบาดโควิด-19: ศึกษานโยบายวัคซีนของรัฐไทย” ของ สุมาลี มหณรงค์ชัย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. สืบค้นจาก https://covidarchives.sac.or.th/ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567
| ประเภทของบทอ่าน | บทอ่านที่ใช้ภาษาภาพพจน์ในการเขียน (เรื่องเล่า) |
| รูปแบบของบทอ่าน | ความเรียง |
| สาขา | มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ |
| ความยาว | 1½ หน้า |
บทอ่านที่ 4
หลังคาที่เปียก ไม่เคยมีปัญหา…
ในวันที่ฝนตกมาพอสมควร ทั่วบริเวณเปียกแฉะไปด้วยน้ำฝน…
มีคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปทำงานเหมือนทุกวัน เขาพยายามย่องไปตามฟุตบาทประเทศไทย ที่ที่ถูกใช้งานหลากหลาย ทั้งเลนมอเตอร์ไซค์ พื้นที่ค้าขาย และแหล่งขุดงบของบางหน่วยงาน มันจึงตองมีสภาพพร้อมทุกอย่างยกเว้นให้คนเดิน…
แอ่งน้ำน้อย ๆ หลายแห่งอันเกิดจากความไม่ราบเรียบของพื้นผิว และซากบางอย่างที่คล้ายอิฐหรือกระเบื้องปูพื้นฟุตบาท เหตุที่ไม่แน่ใจว่าควรเรียกอะไรเพราะดูผลลัพธ์มันไม่ได้ดังชื่อ คงไม่ใช่ความผิดของมันหลังจากถูกปู้ยี้ปู้ยำ จนไม่เหลือความดีที่พอรองรับการเดิน ยังแอบซ่อนน้ำขังไว้ด้านใต้ทำร้ายคนที่พยายามผ่านมันไปได้อีกต่างหาก
อุปสรรคเหล่านี้มีหรือที่เขาจะไม่ต้อง “ย่อง” แต่ไม่นานฝนก็หล่นเม็ดลงมาเพิ่มอีก เขาคนนั้นจึงต้องไปหยุดยืนที่ใต้หลังคา
เจ้าฟุตบาทมองเขาคนนั้นอย่างถอนใจ แล้วบ่นพึมพำ “ตกมาทำบ้าอะไร เวลานี้นะ…”
เจ้าหลังคา ชำเลืองมองต่ำลงมา แต่ไม่พูดอะไร แล้วเด็กนักเรียนอีกคนก็วิ่งเขย่งเท้าไปตามตำแหน่งก้าวที่เขาคิดว่าดีที่สุด อนาคตเป็นเรื่องคาดเดาไม่ได้ และเด็กคนนั้นก็ไม่โชคดีพอ เท้าซ้ายที่ลงไปกลางแผ่นปูนจังหวะหนึ่งซึ่งมันอาจทำให้เท้าซ้ายนั้นปลอดภัย เพราะแผ่นนั้นยุบตัวไปไม่มาก แต่ก็พอมีแรงให้น้ำใต้นั้นกระจายตัวออกมากระทบเท้าขวาอย่างแม่นยำ และเขาทำได้เพียงไปต่อ จนมาหยุดใต้หลังคาเช่นกัน และพยายามสำรวจสะบัดรองเท้าที่กำลังเปียกข้างนั้น
“นั่นไง ดูสิ เปียกไปหมด เดือดร้อนไปหมด! ไอ้ฝนบ้า” ฟุตบาทบ่นเสียงดังขึ้นมา เจ้าเสาไฟใกล้ ๆ ที่ยืนแบกรับสารพัดสายคล้ายจงใจให้เป็นเกมส์ปริศนา พยักหน้าให้
เจ้าถนนที่ไม่เคยเรียบได้นาน ด้านหน้ากระซิบเบา ๆ กลับมาบอกฟุตบาทว่า “ทำใจเหอะ”
หลังคาพูดเสียงลอยขึ้นมา “จะด่าให้ได้อะไรขึ้นมา ใครก็เปียกกันทั้งแหละ” แล้วมองไปทางอื่น
ฟุตบาทแหงนมอง แล้วตะโกนขึ้นไป “ใช่สิ เธอไม่ได้มาอยู่ตรงนี้นี่”
หลังคาชำเลืองมองอีกครั้ง “มันเกี่ยวอะไรกัน? จะอยู่ตรงไหนก็เถอะ ด่าไปแล้วได้อะไรขึ้นมา” แล้วก็พึมพำเบา ๆ “เอาเวลาไป ช่วย ๆ กันดีกว่า”
“คิดว่าฉันไม่อยากช่วยหรือไง ปกติฉันไม่ช่วยหรือไง แต่นี่ฝนตกขนาดนี้ เธอดูสภาพฉันสิ ตัวเองยังดูไม่ได้ จะช่วยได้ยังไง” ฟุตบาทเถียง
“แล้วไง ฉันก็เปียก ฉันยังบังฝนให้คนเขาได้ ไม่เห็นต้องบ่น” หลังคากล่าว
เสาไฟเห็นท่าไม่ดีเลยพูดแทรกขึ้นมา “เราไม่ได้ถูกสร้างมาทำสิ่งเดียวกันนะ หลังคา เธออยู่บนนั้นฝนตกเธอย่อมไม่เดือดร้อน ถ้าเธออยู่ระดับเดียวกับฟุตบาทเขา เธออาจเข้าใจก็ได้”
“อื้ม” ถนน ส่งเสียงออกมาร่วม
“ไม่จริงหรอก พวกพื้นตรงที่อื่น ๆ ดี ๆ ไม่บ่นก็มีเยอะไป เขาก็ทำหน้าที่ของเขา” หลังคาโต้ตอบ
“นั่นไงอย่างน้อยเธอก็เห็นว่าหน้าที่เราต่างกัน เพียงแต่เธออย่าลืมนะ หลังคา เธออยู่ “บ้านคน” ไม่ได้ต้องพึงพารองรับความเป็น “สาธารณะ” เท่าพวกเรา อย่างฉันเอง เห็นไหม ไม่รู้ว่าใครเป็นใครบนฉันเนี่ย วันดีคืนดีไฟไหม้สายไฟ ฉันต้องเงียบทนร้อนไปเฉย ๆ หรือ ทั้งที่ฉันก็พยายามทำหน้าที่แบกรับทุกสายมาตลอด” เสาไฟอธิบาย
“ถึงงั้นก็เหอะ แล้วบ่นไปได้อะไรขึ้นมาล่ะ?” หลังคายังยืนยัน
“แล้วที่เธอมาบ่นฉัน เธอได้อะไรขึ้นมาล่ะ?” ฟุตบาทถามหลังคากลับไป
“ก็… มัน.. ดูไม่มีประโยชน์ เอาเถอะ เรื่องของพวกนาย” หลังคาตัดบท
“เธออาจบังฝนให้คนไม่เปียก แต่อย่าลืมนะหลังคา น้ำฝนที่มันไหลมาจากเธอก็ลงพื้นอยู่ดี วันนี้เธอยังไม่เดือดร้อนอะไร แต่ถ้าวันหนึ่งเธอเจออะไรอย่างอื่น เช่นลมแรง ๆ อย่าลืมว่าเธอก็ต้องยึดเกาะติดเสา และเสา ก็ยึดกับพื้นอย่างพวกฉัน แล้วเธอเจอคนมักง่ายทำพื้นผุพัง เมื่อนั้นเธอพังด้วยเธอจะเข้าใจ” ฟุตบาทกล่าว
“ไม่มีทาง! พวกมโน!” หลังคาตอบห้วน ๆ
ดัดแปลงจาก “หลังคาที่เปียก-ไม่เคยมี” ของ sirichaiwatt จาก www.sirichaiwatt.com/บทความดีๆ/เรื่องเล่าเรื่องราวดีๆ/