PISA 2018

ข้อสอบความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ของ PISA รอบปี 2018

ข้อสอบความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ของ PISA จัดทดสอบให้แก่เด็กอายุ 15 ปี หรือเทียบเท่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุก ๆ 3 ปี (ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 มีมติให้ขยายเวลาเพิ่มเป็นทุก 4 ปี โดยจะเริ่มหลังรอบสอบปี 2025) มีวัตถุประสงค์ในการวัดความสามารถด้านการอ่านโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี นอกจากความสามารถด้านการอ่านแล้ว PISA ยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการบูรณาการความสามารถด้านการอ่านกับความรู้เดิมที่มีอยู่ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การอ่านที่หลากหลายซึ่งจะได้พบเจอต่อไปในอนาคต

สำหรับประเทศไทย PISA ใช้การทดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และใช้ชุดข้อสอบแบบปรับเหมาะ (Adaptive testing) ซึ่งเริ่มใช้ในการสอบรอบปี 2018 เป็นครั้งแรก ชุดข้อสอบประเภทนี้จะสุ่มเปลี่ยนระดับความยากง่ายไปตามผลการตอบข้อสอบที่ทำไว้ก่อนหน้า ดังนั้น ข้อสอบในส่วนต้นจึงมักเป็นข้อสอบที่คอมพิวเตอร์สามารถตรวจคำตอบได้ทันทีโดยอัตโนมัติ เช่น อาจเป็นข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยแบบตอบสั้น ๆ เมื่อสามารถประเมินเพื่อจัดกลุ่มคนสอบได้แล้ว ระบบจึงสุ่มเลือกข้อสอบส่วนถัดไปขึ้นมาให้ทำ ซึ่งอาจเป็นข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยก็ได้

  เนื้อหาข้อสอบของ PISA รอบปี 2018 ในข้อสอบ 1 ชุด จะแบ่งกลุ่มข้อสอบย่อย ๆ หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยบทอ่านหลายย่อหน้าอย่างน้อย 1 บท ซึ่งจะมีคำถามหลายคำถาม ข้อสอบบางกลุ่มอาจประกอบด้วยบทอ่านหลายย่อหน้าจำนวน 2-3 บท ซึ่งกล่าวถึงประเด็นคล้ายๆ กันรวมอยู่ด้วยกัน แล้วให้ตอบคำถามจากบทอ่านนั้น ๆ ผลการประเมินจะแบ่งออกเป็น 6 ระดับ คือ ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด ถึงระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ส่วนในระดับที่ 1 ยังแบ่งออกเป็น 3 ระดับย่อย คือ 1c (ต่ำ) 1b (กลาง) และ 1a (สูง)

   ส่วนกระบวนการอ่านที่ข้อสอบ PISA วัด มีรายละเอียดดังนี้

1. ความคล่องของการอ่าน (Reading fluency)

2. การรู้ตำแหน่งข้อสนเทศในบทอ่าน (Locating information) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการย่อย

  • 2.1 การเข้าถึงและค้นสาระข้อสนเทศที่อยู่ในบทอ่าน (Scanning and locating)
  • 2.2 การค้นหาและเลือกบทอ่านที่เกี่ยวข้อง (Searching for and selecting relevant text)

3. การมีความเข้าใจในบทอ่าน (Understanding) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการย่อย

  • 3.1 การแสดงถึงความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทอ่าน (Representing literal meaning)
  • 3.2 การบูรณาการและลงข้อสรุปจากข้อสนเทศหลาย ๆ ส่วนที่อยู่ในบทอ่าน (Integrating and generating inferences)

4. การประเมินและสะท้อนความคิดเห็นต่อบทอ่าน (Evaluating and reflecting) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กระบวนการย่อย

  • 4.1 การประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบทอ่าน (Assessing quality and credibility)
  • 4.2 การสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่อ่านได้อย่างมีวิจารณญาณ (Reflecting on content and form)
  • 4.3 การตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งนั้น (Corroborating and handling conflict)

กระบวนการอ่านที่ทดสอบข้างต้นสามารถปรากฏอยู่ได้ในข้อสอบทุกระดับความยาก ยกเว้นข้อ 1 จะปรากฏอยู่เพียงในข้อสอบสำหรับระดับ 1c เท่านั้น คณะผู้วิจัยได้ศึกษาตัวอย่างข้อสอบ PISA ว่าข้อสอบแต่ละเรื่องและแต่ละข้อมีความสอดคล้องกับกระบวนการอ่านที่ต้องการทดสอบอย่างไร รายละเอียดสรุปได้ตามตารางด้านล่างนี้

สรุปตัวอย่างข้อสอบเรื่องกระดานสนทนาเรื่องไก่

เป็นบทอ่านที่เป็นกระดานสนทนาสั้น ๆ ที่มีผู้โต้ตอบกัน 6 คน

ข้อรูปแบบกระบวนการอ่านที่วัดลักษณะคำถามระดับ
1ปรนัยเข้าใจความหมายถามว่าผู้ตั้งกระทู้ถามเรื่องอะไร1b
2ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามสาเหตุที่ผู้ตั้งกระทู้มาตั้งกระทู้ถาม1a
3ปรนัยสะท้อนความเห็นอย่างมีวิจารณญาณให้ระบุว่าโพสต์ใดเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง2
4ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามว่าโพสต์ใดมีประสบการณ์ด้านบวกกับสิ่งที่ผู้ตั้งกระทู้ถาม1b
5ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามวัตถุประสงค์ของคนโพสต์1a
6ปรนัย+อัตนัยประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือถามว่าโพสต์ใดให้ข้อมูลน่าเชื่อถือที่สุด พร้อมระบุเหตุผลที่เชื่อ2
7อัตนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามสาเหตุว่าทำไมบางโพสต์จึงให้คำตอบผู้ตั้งกระทู้ถามไม่ได้แน่ชัด2

สรุปตัวอย่างข้อสอบเรื่องราปานุย

ประกอบด้วยบทอ่านหลายย่อหน้าจาก 3 แหล่ง

ข้อรูปแบบกระบวนการอ่านที่วัดลักษณะคำถามแหล่งข้อมูลที่ใช้ตอบระดับ
1ปรนัยเข้าถึงและค้นสาระถามข้อมูลที่หาได้จากบทอ่าน แหล่งที่ 14
2อัตนัยเข้าใจความหมายถามความหมายของข้อความที่เชื่อมโยงเพื่อหาคำตอบได้จากบทอ่านแหล่งที่ 13
3ปรนัยสะท้อนความเห็นอย่างมีวิจารณญาณให้ระบุว่าข้อความใดเป็นข้อเท็จจริง/ข้อคิดเห็นแหล่งที่ 25
4ปรนัยเข้าถึงและค้นสาระถามว่านักวิทยาศาสตร์และนักเขียนที่กล่าวถึงในเรื่องเห็นตรงกันในประเด็นใดแหล่งที่ 35
5ปรนัยตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและจัดการได้ให้ระบุว่าข้อความใดที่ใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีซึ่งมีข้อถกเถียงกันอยู่แหล่งที่ 34
6ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปให้สรุปข้อมูล (สาเหตุ-ผลกระทบ) ที่ได้จากบทอ่านที่ให้ไว้ทั้งหมดลงในแผนผังที่ให้ไว้แหล่งที่ 1, 2, 35
7อัตนัยตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและจัดการได้ให้บอกความคิดเห็นของตนโดยใช้มูลจากบทอ่านมาสนับสนุนได้ถูกต้องสมเหตุสมผลแหล่งที่ 1, 2, 34

สรุปตัวอย่างข้อสอบเรื่องจุดหนึ่งนั้นของละครเวที

เป็นบทอ่านที่เป็นบทละครขนาดยาว

ข้อรูปแบบกระบวนการอ่านที่วัดลักษณะคำถามระดับ
1ปรนัยเข้าถึงและค้นสาระถามว่าเกิดเหตุการณ์ใดก่อนที่ม่านเวทีจะเปิดออก6
2ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามความหมายคำพูดของตัวละคร6
3ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามว่าเหตุใดตัวละครหนึ่งจึงมีพฤติกรรมต่างจากตัวละครอื่น6
4ปรนัยบูรณาการและลงข้อสรุปถามวัตถุประสงค์ของผู้เขียน6

จากตารางสรุป จะเห็นได้ว่า ข้อสอบ PISA มีลีกษณะที่แตกต่างจากข้อสอบ O-Net และข้อสอบ A-Level กล่าวคือ ใช้บทอ่านขนาดยาวกว่าในการถามคำถามมากกว่า 1-2 ข้อ และพบว่ากระบวนการอ่านที่วัดสามารถปรากฏได้ในคำถามของบทอ่านทุกบท อีกทั้งยังมีการใช้บทอ่านมากกว่า 1 แหล่ง เพื่อให้ตอบคำถาม แสดงให้เห็นว่าผู้สอบต้องสามารถบูรณาการหรือเชื่อมโยงข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกันเพื่อหาคำตอบของคำถามได้ ซึ่งเป็นทักษะการอ่านขั้นที่สูงขึ้น

จากการศึกษากระบวนการอ่านที่ข้อสอบ PISA วัดทั้ง 4 กระบวนการพบว่า สามารถเทียบเคียงกับระดับความสามารถด้านการอ่านของงานวิจัยทั้ง 4 ประเภทได้ ดังนี้

กระบวนการอ่านที่วัดของ PISAรายละเอียดคำอธิบายระดับความสามารถ ด้านการอ่านในงานวิจัย
1. ความคล่องของการอ่าน1.1 เข้าใจความหมายตามตัวอักษรของประโยคอย่างง่ายและมีขนาดสั้นได้ 1.2 อ่านเพื่อบอกจุดประสงค์ที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายได้ภายในระยะเวลาที่จำกัด โดยใช้คำและโครงสร้างของประโยคที่เข้าใจง่ายการอ่านจับรายละเอียด
2. การรู้ตำแหน่งข้อสนเทศในบทอ่าน (Locating information)  2.1  การเข้าถึงและค้นมูลสาระสนเทศที่อยู่ในบทอ่าน (Scanning and locating)
2.2  การค้นหาและเลือกบทอ่านที่เกี่ยวข้อง (Searching for and selecting relevant text)
3. การมีความเข้าใจในบทอ่าน (Understanding)3.1 การแสดงถึงความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทอ่าน (Representing literal meaning)การอ่านจับใจความ และการอ่านตีความ
3.2 การบูรณาการและลงข้อสรุปจากข้อสนเทศหลาย ๆ ส่วนที่อยู่ในบทอ่าน (Integrating and generating inferences)
4. การประเมินและสะท้อนความคิดเห็นต่อบทอ่าน (Evaluating and reflecting)4.1 การประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบทอ่าน (Assessing quality and credibility)การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
4.2 การสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาและรูปแบบของเรื่องที่อ่านได้อย่างมีวิจารณญาณ (Reflecting on content and form)
4.3 การตรวจสอบข้อมูลที่ขัดแย้งกันและหาวิธีจัดการข้อขัดแย้งนั้น (Corroborating and handling conflict)